วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

Rio Carnival - เทศกาลคาร์นิวัลที่บราซิล (1)

วันนี้จะมาประมวลภาพของ Champions อันดับ 1 ถึง 6 จากเทศกาล Rio Carnival ครั้งล่าสุดประจำปี 2012 และก็จะได้มีโอกาสเขียนเหมือน Mini guide สำหรับใครที่สนใจอยากไปเที่ยวเทศกาลคาร์นิวัลที่เมืองริโอ Rio de Janeiro ประเทศบราซิลกันค่ะ

เทศกาลคาร์นิวัลนั้นมีขึ้นทุกปี เป็นหนึ่งในเทศกาลประเพณีของศาสนาคริสต์ สำหรับที่บราซิลนั้นจะจัดขึ้นในอาทิตย์ที่ 7 ก่อนอีสเตอร์ งานเฉลิมฉลองจะมีขึ้นไม่ใช่เฉพาะที่ริโอ แต่ในทุกๆหมู่บ้าน ทุกๆเมืองที่นับถือศาสนาคริสต์ในบราซิล แต่ที่โด่งดังที่สุดคงไม่พ้นพาเหรดที่เมืองริโอ ที่เรียกผู้ชมได้เกือบล้านคน และเป็นคาร์นิวัลพาเหรดที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ

ตัวบราซิลและเมือง Rio de Janeiro เองนั้นก็ไม่เบา เพราะบราซิลนั้นจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไป ที่จะจัดขึ้นปี 2013 ที่จะถึงนี้แล้ว อีกทั้งเมือง Rio ยังได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ที่จะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ปี 2016 อีกด้วย และล่าสุดข่าวออกเมื่อวานนี้ว่าประเทศบราซิลได้เขี่ยมหาอำนาจอย่างอังกฤษขึ้นแทนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกอย่างเป็นทางการ ช่างเป็นประเทศที่น่าอิจฉาและน่าจับตามองที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้

วิวของอ่าวจากรูปปั้นพระเยซู
การมาเที่ยวถึงทวีปอเมริกาใต้นั้นนับเป็นเรื่องค่อนข้างหินโดยเฉพาะถ้ามาจากเมืองไทย (ยกเว้นข้อดีอันดับหนึ่งเลยคือพาสปอร์ตไทยไปบราซิลและอาร์เจนตินาไม่ต้องมีวีซ่า เข้าได้เลย YES!!! ) พวกเราต้องนั่งเครื่องบินกว่า 20 ชม เพื่อจะมาเยือนแดนไกลแห่งนี้ แต่ถ้าเทียบกับประสบการณ์และความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ได้เห็นกับตานั้นนับว่าคุ้มค่าจริงๆ ทั้งเทศกาลคาร์นิวัลที่อลังการที่สุดในโลก น้ำตกอิกัวซูอันแสนยิ่งใหญ่ และความสวยงามของธารน้ำแข็ง Perito Moreno ในพาตาโกเนีย จนเพื่อนร่วมทริปคนนึงต้องหันมาบอกว่า "ชีวิตนี้เราได้เห็นธารน้ำแข็งอันนี้ กับน้ำตกอันนั้น เราว่าพอแล้ว"

เกริ่นมาชักยาวเกิน เอาเป็นว่าเริ่มเข้าเนื้อหาของโพสนี้ ที่เน้นเฉพาะงานคาร์นิวัลกันดีกว่า ...

วันพาเหรดจะมีทั้งหมด 4 วันค่ะ เริ่มต้นที่คืนวันเสาร์ซึ่งจะเป็นวันพาเหรดของโรงเรียนแซมบ้าน้องใหม่ ส่วนวันแข่งขันดุเดือดจริงๆคือคืนวันอาทิตย์และวันจันทร์ ทั้งหมดนี้เป็นการแข่งขันของโรงเรียนแซมบ้าต่างๆ ที่จัดขบวนพาเหรด จินตนาการและจังหวะการเต้น มาประชันกันทุกปี ผู้ชนะเลิศหกอันดับแรกจะได้รับเชิญมาเดินอีกรอบในคืนวันเสาร์ถัดมา

พาเหรดเริ่มตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่ม ถึงเช้าของอีกวัน (โหดไปมั้ย?) แต่มาดูเฉพาะบางช่วงก็ได้นะคะ ไม่ต้องดูทั้งหมด ต่อไปคือวิธีเล็กๆน้อยๆที่เราเก็บมาจากประสบการณ์นิดหน่อยค่ะ

1. เริ่มต้นจากการซื้อบัตรเข้าชม - ก่อนอื่นต้องศึกษาแพลนที่นั่งก่อน สนาม Sambodromo นั้นมีที่นั่งหลักๆแบ่งเป็น 3 แบบ
   - Grandstands - จะอยู่บนสุด เป็นที่นั่งเหมือนอัฒจันทร์กีฬาเป็นชั้นๆขึ้นไป ที่นั่งกลุ่มนี้จะไม่มีเบอร์ที่นั่ง ใครมาก่อนได้ก่อน (ยกเว้น Sector 9 จะมีเบอร์ที่นั่ง แต่ราคาจะสูงกว่า) และจะค่อนข้างแน่นเบียดเสียดหน่อย แต่พอเริ่มดึกคนก็จะเริ่มทยอยกลับ โดยเฉพาะใน Sector ที่มีนักท่องเที่ยวเป็นส่วนมากซึ่งจะมีอายุหน่อยและจะกลับเร็ว วิวจากที่นั่งประเภทนี้ โดยเฉพาะถ้าไปถึงก่อนและได้นั่งแถวหน้าๆถึงกลางๆ นับว่าดีมากทีเดียว เพราะตัวพาเหรดใหญ่มากเห็นได้ชัด และจะทำให้เห็นความอลังการของพาเหรดในมุมกว้าง พอได้เวลาพาเหรดมาคนจะยืนขึ้นมาเต้น และร้องเพลงประกอบจังหละแซมบ้า อันนี้สำหรับคนที่ชอบปาร์ตี้ บรรยากาศคนเยอะๆ และวิวพาเหรดแบบพาโนราม่า ไม่เหมาะสำหรับคนขี้ร้อน หรือถ้ามีปัญหาเรื่องขา เพราะที่นั่งค่อนข้างคับแคบ

  - Allocated chairs - จะอยู่ล่างสุดระดับพื้นดิน ติดขอบสนามพาเหรด ที่นั่งจะมีเบอร์และเป็นเก้าอี้ จะสบายกว่า Grandstands เยอะแต่ราคาก็สูงขึ้นหลายเท่าตัว ข้อดีคือสามารถเห็นพาเหรดแบบประชิด พร้อมกับที่นั่งส่วนตัวสบายๆ ส่วนข้อเสียคือ วิวที่เห็นถึงจะประชิดแต่ในความคิดของตัวเองคิดว่าไม่ดีเท่าวิวจากข้างบน เพราะตัวพาเหรดใหญ่ และสูง และกินระยะยาว มองจากระดับพื้นดินจะไม่เห็นทั้งหมดแต่จะโฟกัสเฉพาะจุด

  - Luxury suites - อันนี้ดีสุดอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งเรื่องวิวและความสบาย จะเป็นห้อง VIP ยกระดับขึ้นมา ก่อนเป็น Grandstands มีบาร์เครื่องดื่มและอาหาร ห้องนึงจุคนได้หลายคน แต่ราคาแพงลิบ

แปลนที่นั่ง (สังเกตเบอร์ Sector ต่างๆ) พาเหรดจะเริ่มเดินจากด้านซ้าย
หลังจากเลือกแบบที่นั่งแล้วก็ต้องเลือกโซน หรือ Sector ซึ่งแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งเลขคู่กับฝั่งเลขคี่ มีถึง 13 Sectors อันนี้แล้วแต่คนชอบ ลองจินตนาการนึกถึงขบวนพาเหรดยาวๆ ถ้านั่ง Sector แรกๆก็จะเห็นพาเหรดก่อนใคร แต่พอขบวนผ่านไปก็จะใช้เวลาส่วนมากเห็นด้านหลังของพาเหรดมากกว่า ถ้านั่ง Sector หลังๆก็จะต้องรอพาเหรดนาน แต่จะเห็นวิวในมุมลึกของความอลังการจากขบวนพาเหรดที่ฟอร์มตัวยาวมาแต่ไกล ส่วนที่ดีที่สุดว่ากันว่าคือที่นั่งโซนเดียวกับกรรมการซึ่งจะอยู่ที่ Sector 7 แต่แล้วแต่คนชอบค่ะ

การซื้อบัตร อาจจะไม่ต้องหวังเลยว่าจะได้บัตรราคาตามหน้า เพราะบัตรจากทางการขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้วยที่ว่าทางผู้จัดไม่มีการจำกัดการขายบัตรให้เอเย่นต์ บัตรส่วนมากจึงตกอยู่ในมือเอเย่นต์ที่จะนำมาขายต่อในราคาเท่าไหร่ก็ได้ ทุกๆปีราคาก็จะสูงขึ้นๆด้วยดีมานด์ที่มากขึ้นๆเพราะชื่อเสียงของคาร์นิวัลที่นี่ วิธีซื้อบัตรของนักท่องเที่ยวส่วนมากก็หนีไม่พ้นการซื้อต่อจากเอเย่นต์ สามารถหาได้ทั่วไปบนอินเตอร์เนต ซื้อด้วยบัตรเครดิตแล้วจัดส่งที่โรงแรมก่อนวันพาเหรด 1-2 วัน หรือสามารถไปรับบัตรที่ออฟฟิซของเอเย่นต์ก็ได้ค่ะ

2. การเดินทางไป-กลับ สนาม Sambodromo - มีหลายวิธี
   - Subway - สำหรับใครที่มั่นใจ ถ้าถือตั๋วเลขคี่ให้ลงที่สถานี Central Station ส่วนตั๋วเลขคู่ลงสถานี Praca Onze แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ไม่ต้องกลัวหลงเพราะคนส่วนมากที่ลงสถานีนั้นๆก็จะไปทิศเดียวกันคือ Sambodromo
   - Taxi - แท็กซี่ที่ริโอสามารถหาได้ตามท้องถนนทั่วไป โบกเรียกที่ไหนก็ได้เหมือนที่กรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วงเรื่องหาไม่มี ขาไปง่ายสุดคือโบกแท็กซี่แล้วบอกว่าไป Sambodromo ต้องบอกด้วยว่าตั๋ว Sector อะไรเพราะแต่ละ Sector จะค่อนข้างห่างกันโดยเฉพาะเลขคู่กับเลขคี่ ราคาตามมิเตอร์ อ้อ เวลานั่ง Taxi ที่ริโอให้ดูตอนคนขับกดมิเตอร์ด้วยนะคะว่าเป็นเรท 1 หรือ 2 เรทหนึ่งจะเป็นเรทกลางวัน ส่วนเรท 2 กลางคืนระหว่าง 3ทุ่ม-6โมงเช้า และวันอาทิตย์ทั้งวัน แท็กซี่บางคันจะชอบกดเรทสองเมื่อเห็นนักท่องเที่ยว (มิเตอร์ขึ้นเร็วกว่าเรท 1 มากๆอย่าบอกใคร) เคยโดนครั้งนึงตอนกลางวันแสกๆ พอถามก็จะอ้างนู่นอ้างนี่เป็นภาษาโปรตุเกส แต่ถ้าเราไม่พอใจ เขาก็อนุญาตให้ลงค่ะ, ส่วนขากลับอันนี้จะยากหน่อยโดยเฉพาะถ้าอยากกลับตอนช่วงคนอื่นๆจะกลับพอดี ข้างหลัง Sector 9-11 จะมีคิวแท็กซี่ อันนี้จะเป็นสัมปทานสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ราคาจะเป็น Fixed rate ตอนไปครั้งนี้คิวคนรอขึ้นยาวมากๆๆ เป็นกิโล เพราะออกมาตอนใกล้จบพอดี ถ้าหมดหวังกับคิวแท็กซี่ก็ต้องเดินออกไปหาโบกตามถนนข้างๆ ซึ่งแน่นอนก็จะเล่นตัว เพราะช่วงใกล้จบจะดึกมาก (ไม่ใช้ดึกหรอก เช้ามืดมากกว่า) จะไปแต่เฉพาะที่อยากไป และราคาก็เป็น Fixed rate ไม่ต้องคิดจะหาแบบกดมิเตอร์อีกต่อไป
   - Shuttle bus - ถ้าพักอยู่โรงแรมใหญ่ๆจะมีบริการ Shuttle Bus ไป-กลับจากโรงแรม อันนี้จะหมดปัญหาเรื่องกลัวหลง และไม่ต้องแย่งแท็กซี่กับชาวบ้าน แต่ราคาจะแพงสุด และจะมีออกเป็นรอบๆ ทุกๆครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ตามใจฉันเหมือนทางเลือกข้างต้น

3. หาโรงแรมย่านไหนดี - นักท่องเที่ยวส่วนมากจะพักอยู่ริมชายหาดที่เรียกว่า South zone ที่นี่จะเป็นที่ตั้งของโรงแรมใหญ่ๆ มีอยู่หลักๆ 3 หาดคือ Copacabana, Ipanema และ Leblon ย่าน Ipanema และ ​Leblon จะเป็นย่านที่ปลอดภัยสุดในริโอ ส่วน Copacabana จะค่อนข้างน่ากลัวโดยเฉพาะตอนกลางคืน เหตุการณ์จี้ปล้นค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าไม่สนเรื่องชายหาดก็สามารถพักย่านใกล้ๆใจกลางเมืองอย่าง Flamenco, Lapa หรือใน Central เลยก็ได้ พวกนี้จะใกล้สนามบินและ Sambodromo กว่า และจะใกล้แหล่งกลางคืน อย่างพวกบาร์ในย่าน Lapa แต่จะน่ากลัวกว่าย่าน South Zone โดยเฉพาะตอนกลางคืน

4. เทศกาลคาร์นิวัลนอกสนาม Sambodromo - ไปริโอช่วงเทศกาลนอกจากพาเหรดใน Sambodromo แล้ว ยังมีพาเหรด และงานเฉลิมฉลองหรือที่เรียกกันว่า Street Carnival ตามจุดต่างๆรอบเมือง ตามโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวจะมีแจกโบรชัวร์ Carnival Guide เป็นตารางของ Street Carnival ที่จะมีขึ้นในแต่ละวัน ใครที่ชอบบรรยากาศสนุกสนาน ปาร์ตี้ ก็ตามไปแจมกันได้ ทุกวัน วันละหลายจุด
บรรยากาศ Street Carnival ริมชายหาด Ipanema

หาด Ipanema
5. เกร็ดอื่นๆ - ใครที่เคยได้ยินว่าไปบราซิลอันตราย อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่จะเป็นเฉพาะจุด ที่เมืองริโอจะมีสลัมเป็นจำนวนมากที่เรียกกันว่า Favela สถานที่พวกนี้ห้ามเข้าไปเด็ดขาดเพราะจะมีแก็งค์ค้ายาคุมอยู่และพวกนี้จะไม่ชอบให้คนนอกเข้าออก หรือวันดีคืนดีอาจจะมียิงกันเอง นอกจากไปกับ Licensed tours ใหญ่ๆที่จะมีข้อตกลงกับหัวหน้าแก๊งพวกนี้ นอกจากนั้นตามสถานที่อื่นๆก็จะมีเหตุการณ์จี้ปล้น อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา วิธีระวังคิดว่าก็คล้ายๆเวลาอยู่บ้านเรานะคะ เห็นซอยเปลี่ยวก็ไม่ต้องเดินเข้าไป หรือถ้าไปไหนกลางคืนก็เลือกนั่งแท็กซี่ อย่าทำตัวให้เป็นเป้าเช่นถือกล้องแพงๆบนถนนเปลี่ยวๆ เป็นต้น แนะนำให้พกเงินติดตัวแต่พอใช้ในแต่ละวัน ส่วนพาสปอร์ตและเงินที่เหลือก็ให้เก็บไว้ที่โรงแรม ถ้าเกิดโชคร้ายจริงๆโดนจี้ก็จะได้ไม่ต้องเสียดายอะไรมากค่ะ เรื่องนี้ยังไม่มีประสบการณ์ตรงเพราะยังไม่เคยเจอกับตัวเอง
และถ้าซื้อตั๋ว Grandstands แนะนำว่าให้เอาหมอนหรืออะไรนุ่มๆไปรองด้วยก็ดีค่ะ เพราะที่นั่งเป็นปูน

ติดตามดูตอน (2) สำหรับภาพสวยๆจากฝีมือถ่ายมือสมัครเล่นสุดๆของเรา รวมผู้ชนะเลิศ 6 อันดับแรก จากเทศกาลริโอคาร์นิวัล ประเทศบราซิล 2012 ค่ะ

ใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติม เขียนคำถามมาได้ค่ะ หวังว่าจะช่วยตอบได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

** ตอนนี้เราไม่มีโปรแกรมไปบราซิล-อาร์เจนตินา แต่หากท่านใดสนใจอยากลุยเองเรามีบริการแพคเกจวางแผนเส้นทางอย่างละเอียด จองโรงแรม เครื่องบินและรถโดยสารภายใน ติดต่อได้ที่ www.thailanded.com **

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

A day in Paris - หนึ่งวันชิวๆในปารีส

วันนี้กะว่าจะเขียนรีวิวทัวร์ฝรั่งเศสตอนใต้ แต่เพิ่งนึกได้ว่ารูปทั้งหมดอยู่ใน hard drive ที่ให้เพื่อนยืมไป เลยว่าจะลองเขียนประสบการณ์ของตัวเองตอนที่เบื่อๆเลยซื้อตั๋วไปปารีสแบบเช้าเย็นกลับซะงั้น เอาแบบไม่ต้องเตรียมตัวเลย จำได้วันนั้นนั่งเบื่ออยู่ที่ออฟฟิซตอนเย็นวันพฤหัส ตั๋วที่ซื้อเป็นของเช้าวันเสาร์

พอถึงวันเสาร์ตีห้าครึ่งนาฬิกาปลุกดัง หลังจากเพิ่งหลับไปได้เมื่อตอนตีสอง ... ล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนชุด ผ้าพันคอ ถุงมือ เสื้อโค้ท กระเป๋าสะพายหนึ่งใบ แล้วก็รีบออกจากบ้านทันที... ยืนรอรถเมลล์ได้ 5 นาทีรถสาย 59 ก็มา  นั่งได้ 10 นาทีถึงสถานี Kings Cross เดินต่อไปหน่อยเพื่อเข้าสถานี St Pancras International ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่เป็นสถานีสำหรับ Eurostar แทนอันเก่าที่ Waterloo เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว... ไม่รอช้าควักตั๋วที่ซื้อแล้วปริ๊นมาจากเว็บเมื่อสองวันก่อนมาจ่อไว้หน้าเครื่องสแกนตั๋ว ติ๊ดดด ที่กั้นเปิด  X-rayกระเป๋าตรวจพาสปอร์ต แล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟรอบ 6 โมง 20 ปลายทางปารีส... นั่น อะไรมันจะรวดเร็วอย่างงั้น Smiley


ขึ้นรถปุ๊บ ก็ตีตั๋วหลับอย่างเดียวค่ะ Smiley... อ้อลืมไป ลากเพื่อนที่บ้านมาอีกคน หลับยิ่งกว่า ตื่นมาอีกทีตอนเค้าบอกว่าใกล้ถึงแล้ว... ปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นชั่วโมงนึง แล้วก็ Voila!!! ถึงปารีสแล้วค่าาา


จุดหมายแรกและหนึ่งในเหตุผลที่อยู่ดีๆก็โผล่มาปารีสก็นั่นเลย Musee d'Orsay ที่เมื่อคราวที่แล้วเสียท่า มัวแต่เดินชิวดูภาพนู้นภาพนี้อยู่นานเกิน พอจะเดินไปดูห้อง Van Gogh ลุงยามบอก "พิพิธภัณฑ์ปิดแล้วจะหนู พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะ" ทำเอาเซ็งจิตไปเลย Smiley ดีนะที่เข้าฟรี ไม่งั้นล่ะ ... ต่อๆค่ะ คราวนี้เลยตั้งใจต้องดูให้ได้ แต่พอไปถึงก็ลงแบบเดิม ชิวดู ​Monet Manet Renoir ก็แต่ละภาพมันก็สวยๆทั้งนั้น ชอบๆ ภาพวาดสไตล์ Impressionism ที่ใหม่กว่าเมื่อเทียบกับที่ Louvre ที่ส่วนมากมีแต่ภาพสมัย Renaissance ... คราวนี้ไม่พลาดภาพ Van Gogh ที่ที่นี่มีเด่นๆอยู่สองสามภาพ เช่นภาพ The Church at Auvers, Self Portrait, Bedroom in Arles ...


Dance at Le moulin de la Galette - Renoir

The Church at Auvers - Van Gogh

จิตรกรหลายคนมาพัฒนาฝีมือกันที่นี่

ดูเสร็จเพื่อนบ่นหิว ก็แน่ล่ะสิยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนิ เลยเดินข้ามแม่น้ำแซงน์ไปฝั่ง Right Bank ไปอีกฟากของสวน Tuileries ใกล้ๆ Louvre... ตอนแรกว่าจะหาขนมปังอะไรง่ายๆกินแบบฝรั่งเศสๆ แต่แล้วพอเห็นป้ายภาษาจีนวิ่งเข้าใส่กันแทบไม่ทัน... ก็นะ อะไรมันจะไปสู้ผัดหมี่กับข้าวผัดได้ล่ะ เหอๆ อิ่มอร่อยกันอย่างรวดเร็ว... แต่แล้วยัยเพื่อนบอกอ้าว ไหนๆก็อยู่แถวนี้แล้ว แวะไป Louvre หน่อยละกัน คิดถึงเจ๊โมนาว่ายังอยู่ดีกินดีอยู่หรือเปล่า... อืมก็จริง ไหนๆก็อยู่แถวนี้ ไหนๆก็เข้าฟรี ก็เลยแว้บเข้า Louvre ไป ทักทายเจ๊ ดูนู่นดูนี่นิดหน่อยเป็นอันเสร็จพิธี...


นางเอกตลอดกาล


มาต่อที่เหตุผลหลักที่สองที่มาวันนี้... เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากช้อปปิ้ง Winter Sale ลดกระหน่ำทั่วเมือง เหอะๆ ออกจาก Louvre ได้ก็เดินตรงไปที่ถนน Saint-Honore ทันที ได้ของมากันคนละนิดคนละหน่อย ระหว่างทางแวะซื้อ macarons ที่ Pierre Herme บนถนน Rue Cambon... ผ่านร้าน Hermes มองเข้าไปเห็นคนเต็มร้าน ตกใจนึกว่าลดราคาไปกับเค้าด้วย !!! ซะที่ไหน เฮ้อคนฝรั่งเศสนี่มันรวยกันจริงจริ๊ง กระเป๋าใบเหยียบล้านคนยังแย่งกันซื้อซะแน่นร้านยังกะแจกฟรี


จากนั้นก็ต่อๆ ไปเรื่อยๆจนถึง Printempts ดูแผนกขนมที่ชั้นสองแล้วลายตา อะไรมันจะน่าทานไปหมดจนเลือกไม่ถูก... เริ่มเมื่อยอยากหาที่นั่งเลยไปแอ่วแผนกรองเท้า ไม่เจออะไรถูกใจเลยต่อไป ​Galeries La Fayette คนเยอะมากยังกะหนอน Smiley แย่งกันซื้อของลดราคาในกระบะ พูดตรงๆว่าเห็นแล้วเหนื่อยค่ะ ... ใจนึงก็อยากลองหาดู อีกใจก็เริ่มคิดว่าที่ลอนดอนก็มีเหมือนกัน ... สรุปเลยไปที่แผนกอาหารเหมือนเดิม Smiley แหะๆ กินอิ่มแล้วเลยไปต่อแผนกไวน์ได้ Bordeaux กับ Provence มาอย่างละขวด ... แล้วบอกเพื่อนว่า ไปเหอะ แน่นเกิน ... เลยเดินกลับไปที่ Madeleine ฮ่าๆ ที่ร้าน Fauchon ที่ตอนแรกไม่ได้ซื้อเพราะขี้เกียจถือ ได้ทั้งบิสกิต ช็อกโกแลต ชา กาแฟ มาคารูน อร่อยๆทั่งนั้น เลือกมาซะเต็มตะกร้าเพราะมันลดราคา เฮ้อ... กว่าจะออกมาได้ Smiley... แล้วไปต่อที่ Hediard กับ ร้านชาโบราณๆที่จำชื่อไม่เคยได้ อะไรๆก็ดูดีพิถีพิถันไปหมดอาหารฝรั่งเศสเนี่ย ต่างกับอาหารอังกฤษลิบ อดนึกถึงเวลา Hercule Poirot เหน็บแนมอาหารอังกฤษแบบเจ็บๆแสบๆไม่ได้


พอทุ่มนึงร้านค้าก็เริ่มทยอยปิด แต่กว่ารถไฟจะออกก็สามทุ่ม เลยขอแว้บไปหอไอเฟลซะหน่อยเดี๋ยวรู้สึกเหมือนไม่ได้มาถึง นั่ง Metro มาแถว Invalides แล้วเดินชิวไปเรื่อยๆจนถึงหอที่ตอนนี้ไฟเปิดสว่างแล้ว ... มากี่รอบก็ไม่เบื่อจริงๆ ชอบบรรยากาศ ... แต่แสนเบื่อพวกคนขายของแถวนั้น .... ได้เวลากลับกรุง นั่ง Metro ไป Gare du Nord ตรวจพาสปอร์ต ยัยเพื่อนยังมีอารมณ์ช้อปร้านในนั้น ... ได้เวลารถไฟ ขบวนนี้คนน้อยเลยได้นอนยาว ตื่นอีกทีก็ถึงลอนดอนอีกแล้ว Smiley


ถึง St Pancras ตอนห้าทุ่ม ต่อรถเมล์กลับบ้าน >> ล้างหน้า แปรงฟัน >> นอนตาย ... ลืมตาอีกทีก็บ่ายของอีกวัน ... เหนื่อย แต่สนุกดี พอเขียนจบก็นึกอยากไปอีกซะแล้ว Smiley



อยากไปปารีส ???  ไปดูทัวร์เราได้ที่ www.thailanded.com

Lake Titicaca ทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคา

ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาปที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลกที่มีเรือพาณิชย์แล่นผ่านได้ ด้วยความที่เจ้าทะเลสาปแห่งนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,800 เมตร แต่ยังกว้างใหญ่ไพศาลด้วยปริมาตรน้ำที่มากที่สุดในทวีปอเมริกา แถมด้วยความลึกกว่า 1,000 ฟุต ทำให้กลายเป็นทะเลสาปที่ทั้งสูงที่สุด ใหญ่ที่สุด น้ำเยอะสุด และยังลึกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (อะไรจะขนาดนั้น !?!)  และยังกินขอบเขตบริเวณของทั้งสองประเทศ เปรู และโบลิเวีย

แค่นั้นยังไม่พอ ยังบวกตำนานอินคาใส่เข้าไปอีก เพราะในความเชื่อโบราณของอารยธรรมอินคานั้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลังจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ เทพเจ้า Viracocha ก็ปรากฏองค์ขึ้นมาจากทะเลสาป Titicaca เพื่อสร้างโลกใหม่ขึ้น พระองค์ทรงเสกพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว และยังสร้างมนุษย์คู่แรกที่นี่ ซึ่งต่อมาได้เป็นจักรพรรดิองค์แรกของอารยธรรมอินคา ทีนี้ทั้งหมดก็หมายความว่าทะเลสาปแห่งนี้เป็นที่กำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นอินคาเลยทีเดียว

การมาเที่ยวทะเลสาปแห่งนี้เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่างทั้งในฝั่งเปรู และฝั่งโบลิเวีย ที่ฝั่งโบลิเวีย จะเน้นในแนวความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่ตั้งของเกาะพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นที่ถือกำเนิดของมนุษย์อินคาคนแรก การจะไปเกาะพระอาทิตย์นั้นเราต้องนั่งเรือไปจากเมือง Copacabana ส่วนเมือง Copacabana นั้นก็ไม่เบา ด้วยศิลปะสไตล์ colonial อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในทวีปเลยก็ว่าได้ - The Basilica of Our Lady of Copacabana - เป็นโบสถ์คาธอลิกสมัยศตวรรษที่ 16 สร้างโดยนักล่าอาณานิคมชาวสเปน ที่เป็นที่นับถืออย่างมากของชาวโบลิเวียทุกคน และเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักแสวงบุญคาธอลิกทั่วโลก


The Basilica of Our Lady of Copacabana ตอนเข้าไปที่ห้องที่มีรูปแกะขององค์ Virgin of Copacabana นั้น เหมือนต้องแอบๆ ย่องๆเข้าไป ห้ามส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว คนในนั้นเคร่งกันมาก ขืนทำอะไรผิดใจมีหวัง ...

ท่าเรือที่เมือง Copacabana ก่อนออกเดินทางไปเกาะพระอาทิตย์ เรามีกันสองคน ไกด์ท้องถิ่นหนึ่งคน ให้ทายไปเรือลำไหน ?
ตอบ: ลำใหญ่ยักษ์ด้านขวาที่เทียบท่าอยู่ตรงหน้่า โอ้โห อะไรจะ vip ขนาด ปกติไปยุโรปทั้งแพง ทั้งยังต้องนั่งรวมกับฝรั่งไม่รู้กี่คน

วิวบนทะเลสาป 
เกาะพระอาทิตย์


โชว์สาธิตวิธีทำเรือจากต้นกก ที่ขาวอินคาใช้กัน

บนเกาะยังมีอะไรอีกมาก ทั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และกลุ่มลาม่าที่ให้เราเข้าไปเล่นด้วยถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน พอชมเกาะเสร็จไกด์ก็มีเซอไพรส์บอกว่าเรือยอร์ทเราเสีย ต้องนั่งเรือกกลำนี้แทน เหอะๆ เลยได้นั่งเรือสวยลำนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ คนพายชาวอินคาสองคนก็มีให้เราใส่ชุดคลุมแบบอินคาและยังให้ลองพายอีก แต่จริงๆก็นะ ให้เราได้เล่นถ่ายรูปซะมากกว่า พอไปถึงเรือยอร์ทไฮโซของเราก็ตามมารับ พร้อมด้วยบุฟเฟต์อาหารกลางวันบนเรือ (ไม่รู้จะทำเป็นบุฟเฟต์ไปทำไม มีคนทานอยู่สองคน) แต่เป็นวันที่น่าประทับใจกับบริการของแลนด์ท้องถิ่นจริงๆ 
หลังจากนั่งเรือชมทะเลสาปเสร็จเราก็เข้าไปต่อที่เมือง La Paz เมืองหลวงของประเทศโบลิเวีย แต่ post นี้เป็นเรื่องของทะเลสาปจึงขอกลับเข้าไปที่ฝั่งเปรูก่อน


ที่ฝั่งเปรู บนทะเลสาป Titicaca จะมีชาวเผ่าชื่อว่าชาว Uros เผ่านี้มีมาก่อนชาวอินคาซะอีกแต่ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย จึงตั้งรกรากอยู่ทั่วไปไม่เป็นหลักแหล่ง อาทิบนทะเลสาปแห่งนี้ ชาว Uros สร้างเกาะลอยน้ำส่วนตัวขึ้นมาโดยใช้ต้นกก แต่ละเกาะจะอยู่กันด้วยกันประมาณ 3-4 ครอบครัว บางเกาะก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก แล้วแต่อยากจะมีเพื่อนบ้านกี่คน ข้อดีของการอยู่เกาะลอยน้ำที่นี่คือสามารถลอยไปไหนมาไหนได้ แถมสามารถเปลี่ยนเพื่อนบ้านได้ วันไหนไม่ถูกคอกันก็ตัดแบ่งเกาะแล้วลอยไปหาจอยเพื่อนบ้านที่เกาะอื่นได้เลย

เราก็นั่งเรือไปเยี่ยมเกาะๆหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวลุงแกก็มาต้อนรับ เล่าประวัติความเป็นมาและวิธีสร้างเกาะลอยน้ำของแกให้เราฟัง 



เจอเรือกกอีกแล้ว แต่ใหญ่สู้ลำที่นั่งที่ฝั่งโบลิเวียไม่ได้

อีกเกาะระหว่างทาง
สำหรับอารยธรรมอินคาที่เกิดขึ้นหลังชาว Uros (สมัยอินคารุ่งเรือง ชาว Uros จะถูกเรียกว่าเป็นพวกชาวเผ่าไร้อารยธรรม) แต่อินคานั้นเสื่อมและสูญหายไปก่อนตั้งแต่สมัยโดนล่าอาณานิคมจากสเปน ส่วนเผ่า Uros ยังสามารถคงวิถีชีวิตและประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้มีคำพูดที่ว่า:
     "บ้านธรรมดาๆที่สร้างจากต้นกกของชาว Uros นั้น ยังแข็งแรงและคงทนกว่าปราสาทหินบนยอดเขาของชาวอินคาเสียอีก"...

วิวทะเลสาปก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ดูทัวร์ต่างๆของเราได้ที่ www.thailanded.com

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Machu Picchu - รีวิว มาชู ปิกชู - เมืองอินคาที่สาบสูญ

ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้ตามโปรแกรมเราจะเดินทางไปมาชู ปิกชู เมืองโบราณอันลี้ลับของชาวอินคาที่สาบสูญไปจากแผนที่ ที่แม้แต่กองทัพ Conquistador ของสเปนที่เข้ามาถล่มอารยธรรมยังหาไม่พบ จนกระทั่งปีคศ 1911 นักสำรวจชาวอเมริกันนามว่า Hiram Bingham ได้มาค้นพบมันอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมือง

การเดินทางไปมาชู ปิกชูนั้น ทำได้สองแบบคือ 
1) นั่งรถไฟจากเมือง Cusco ไปยังเมือง Aguas Calientes ซึ่งตั้งอยู่ที่ตีนเขาของเมืองโบราณแห่งนี้ หรือ 
2) Inca Trail trek ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากบางทีอาจจะต้องหาซื้อ Permit ล่วงหน้าเป็นเดือนทีเดียว สำหรับใครที่ฟิตเตรียมพร้อมการเดิน classic trail จะอยู่ที่ 4 วัน 3 คืน เริ่มต้นจากเมือง Ollantaytambo ที่เราไปมาเมื่อตอนที่แล้ว 

ด้วยความฟิตสุดๆของเรา เราเดินทางด้วย Option 1 รถไฟ Peru Rail มุ่งตรงสู่เมือง Aguas Calientes เลยทีเดียว พอลงจากรถไฟก็ต้องเลือกระหว่างเดินขึ้นเขาสูงลิบ หรือนั่งรถบัสสัมปะทานผูกขาดเจ้าเดียวจากสถานีรถไฟขึ้นไปยัง Machu Picchu ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง รถบัสไต่ตามไหล่เขาขึ้นไป ยิ่งสูงขึ้นๆ ก็หวาดเสียวพอสมควรเพราะต้องสวนกับรถบัสคันอื่นอีก จากนั้นเราก็ถึงจุดหมาย

รวมภาพ Machu Picchu ที่เก็บมาจากทริปนี้

รถไฟไป Machu Picchu ชั้น Vistadome


เข้ามาถึงก็เจอนี่

มุมยอดฮิต ต้องปีนขึ้นไปหน่อย


ชาวอินคาจะชอบทำการเกษตรแบบขั้นบันไดเพราะภูเขาเยอะ



มีตัว Llama หลายตัวโดดไปโดดมาตามไหล่เขา


เราใช้เวลาเดินทัวร์กับไกด์ท้องถิ่นอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า แล้วก็เดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเก็บภาพสวยๆ อาหารกลางวันเราไปทานที่ห้องอาหารของโรงแรม Machu Picchu Sanctuary Lodge โรงแรมในเครือ Oriental Express ที่เป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ได้สัมปะทานมาสร้างอยู่ติดทางเข้า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้

หลังอาหารกลางวันเราเข้าไปเดินเล่นต่อในมาชูปิกชู ไปนั่งเล่นตามไหล่เขาให้เต็มอิ่มกับวิวของมาชู ปิกชูอันแสนอลังการต่อหน้า แล้วยังมีลูก llama เดินเล่นไปมา นับว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมากๆ

ใกล้เวลารถไฟเราจึงนั่งรถบัสลงเขากลับไปยังเมือง Aguas Calientes ที่เมืองนี้ดูๆไปก็คล้ายเมืองท่องเที่ยวที่มีฝรั่งมาเยอะๆแถวบ้านเรา มีผับ ร้านอาหาร ขายทัวร์ และขายของฝากเต็มไปหมด ระหว่างรอรอบรถไฟเราไปเดินเล่นในตลาดของฝาก ได้ของติดไม้ติดมือมาอีก

รถไฟพาเรากลับไปยังเมือง Ollantaytambo (ปกติจะมีรถไปถึง Cusco เลย แต่ช่วงนี้ปิดซ่อม) เลยต้องต่อรถไป Cusco อีกชั่วโมงกว่าๆ ออกจากสถานีรถไฟตอน 3 ทุ่มนิด ออกไปได้ 2 แยกก็เจอรถติดข้างหน้าตรงกลางเมือง ไม่ขยับเลยเป็น 20 นาทีเลยชักเอะใจ คนขับเลยลงไปเช็คดูปรากฎว่ามีงานพาเหรดประจำหมู่บ้าน เลยปิดถนนทางออกเมืองซะงั้น (จะบอกว่ามีถนนเข้าออกเมืองแค่เส้นเดียว) รถทัวร์ฝรั่งคันข้างหลังก็ติดกับเราไปด้วย มอเตอร์ไซค์ตำรวจผ่านมาบอกว่าคงต้องติดอยู่ซักชั่วโมงนึง เราเลยตัดสินใจลงไปร่วมฉลองกับเขาไปด้วยเลย ฝรั่งจากรถข้างหลังที่นั่งรถไฟมากับเราก็ลงไปด้วย เกือบทุกคนในหมู่บ้านออกมาฉลองกันหมด ไม่มีใครสนใจว่าถนนจะปิดหรืออะไร เพราะพวกที่ใช้รถก็ส่วนมากนักท่องเที่ยวทั้งนั้น ผู้คนเป็นมิตรกันมาก ยิ่งเห็นคนหน้าไทยๆจีนๆอย่างเรายิ่งยิ้มโบกมือให้กันใหญ่ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เสียดายเพิ่งซื้อกล้องใหม่มายังตั้งไม่ค่อยเป็น ภาพเลยออกมาไม่ค่อยชัด



เพราะมัวแต่ดูชาวบ้านเวลาเลยผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พอถนนเปิดเราก็เดินทางกันต่อ กลับไปถึงโรงแรมที่ Cusco ปาไปเกือบเที่ยงคืน ใช้เวลาเที่ยวทั้งวันเต็มๆ เหนื่อย แต่ก็สนุกมาก

ตอนหน้าเราไปต่อที่ทะเลสาป Titicaca ทะเลสาปเดินเรือได้ที่อยู่สูงที่สุดในโลก พร้อมกับวิวสวยๆอีกค่ะ




วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

PERU & BOLIVIA - เที่ยวเปรู โบลิเวีย อาณาจักรของอินคา ตอนที่ 1 Cusco

วันนี้ขอออกนอกยุโรปมาพูดถึงประเทศเปรูที่ทางเราอยากจะจัดทัวร์ไปมานานแล้วแต่ยังติดตรงเรื่องรายละเอียด และราคาที่ยังไม่รู้ตลาดจะรับไหวมั้ย แต่ก็อยากจะมาแชร์ประสบการณ์การไปทัวร์สำรวจมาให้อ่านกันค่ะว่าประเทศเปรู และโบลิเวียนั้น มีอะไรตื่นตาเยอะแยะมากมายชวนให้คุณไปสัมผัสด้วยตัวเอง

การไปทริปครั้งนี้เราเริ่มต้นจากลอนดอนตอนเย็นๆ ไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมาดริด แล้วไปถึงกรุงลิม่าตอนเช้าของอีกวัน ตามกำหนดการเราก็ต่อเครื่องภายในไปที่เมืองคุสโก้ (Cusco) เลย ไปถึงมีแลนด์ท้องถิ่นมารับ เราไปกันสองคนแต่เค้าเล่นเอารถโค้ชใหญ่มารับที่สนามบินเลย ก็ตลกดี ตอนแรกนึกว่าเขามารับคณะอื่นด้วย

เนื่องจากเดินทางมาไกลก็เลยไปเช็คอินที่โรงแรมในตัวเมืองก่อน มีเวลาให้เราพักผ่อน 2 ชม ก่อนออก City Tour ชมเมือง Cusco ตอนบ่ายๆ พอไปถึงที่โรงแรมมีเสิร์ฟชาจากใบของต้นโคคา ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันมากในประเทศแถบนี้ ซึ่งเจ้าใบโคคานี่แหละที่คนเอามาสกัดเอามาผลิตเป็นโคเคน แต่คนที่นี่เอามาทำเป็นใบชาด้วย มียี่ห้อขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ส่วนที่โรงแรมเอามาเสิร์ฟให้แขกเพราะว่ากันว่ามีสรรพคุณทำให้บรรเทาอาการขาดอ็อกซิเจน ซึ่งนักท่องเที่ยวบางคนอาจจะป่วยเป็นเนื่องจากความสูงของเมือง Cusco ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3400 เมตร  คนที่มาจากเมืองอื่นๆบินเข้ามาถึงวันแรกอาจจะมีอาการปรับตัวไม่ทัน แต่พอวันต่อๆมาก็จะเริ่มชิน

สองชั่วโมงผ่านไปหลังจากหลับไปได้หนึ่งงีบเราออกมาเจอไกด์ท้องถิ่นที่ล็อบบี้โรงแรม คนขับพาเราตัดผ่านจัตุรัสกลางเมืองออกไปขึ้นเขาที่ล้อมรอบเมือง Cusco อยู่ ไปที่จุดหมายแรกอยู่นอกเมืองไปหน่อยเป็นที่ว่าการเก่าของชาวอินคา รายรอบด้วยกำแพงหินใหญ่ มีชื่อว่า Sacsayhuaman ใกล้ๆกันมี complex ที่เทียบได้ว่าเป็นระบบประปาของชาวอินคา ภายในมีคลอง และท่อส่งน้ำ ชื่อว่า Tambomachay

การประปาอินคา Tambomachay

Cusco เมืองในหุบเขาสูง 3400 เมตร

เจอชาวบ้านเลี้ยงตัว llama หรือ alpaca (ยังแยกไม่ออก) มาให้ถ่ายรูป
ชาวบ้านที่นี่ดูเป็นคนซื่อๆ คนเลี้ยงตัว llama มาให้ถ่ายรูป ปกติหลายประเทศอื่นเขาต้องเรียกร้องเงินแต่ที่นี่ไม่ (หรือว่าเราเจอคนดีเป็นเคสพิเศษก็ไม่รู้) ถ่ายไปตั้งหลายใบทั้งรูปเดี่ยวรูปหมู่ไกด์ท้องถิ่นเลยบอกว่าให้เค้าไปครึ่งโซลก็ดี = เงินไทย 5 บาท ส่วนที่นี่จะมีคนจะนิยมเลี้ยงตัว llama กับ alpaca ซึ่งหลังจากกลับมาเกือบปีแล้วเลยลืมวิธีแยกไปว่าอันไหน llama อันไหน alpaca กันแน่ ตัว alpaca ที่นี่จะนิยมเอาขนและหนังมาทำเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มเพราะนุ่มดี และยังเอามาทานเป็นอาหารอีกด้วย

หลังจากเที่ยวบนเขานอกเมืองเสร็จแล้ว เราก็มาเที่ยวกันในเมืองต่อ ไปที่โบสถ์ Santo Domingo และไปยังจัตุรัสกลางเมืองหรือ Plaza de Armas ซึ่งมีโบสถ์ตั้งอยู่เด่นเป็นสัญลักษณ์ โบสถ์พวกนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงกว่า 500 ปีมาแล้วตอนสมัยที่สเปนเข้ามายึดครองอำนาจขยายอาณานิคมในแถบอเมริกาใต้ และนำเอาศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิคเข้ามาเผยแผ่ (แกมบังคับนิดหน่อย) โบสถ์บางแห่งเช่นที่ Santa Domingo ก็สร้างทับสถานที่ศักสิทธิ์อันเก่าของชาวอินคา

Santo Domingo Convent เห็นได้ชัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสเปน

Plaza de Armas จัตุรัสกลางเมืองคุซโก้ มีปักธงเปรู ส่วนธงสีรุ้งนั้นเป็นธงของชาวอินคา
สำหรับอาหารค่ำวันนี้เราไปทานกันที่ร้านพื้นเมืองตรงจัตุรัสนี่เลย มีการแสดงดนตรีและเต้นรำพื้นบ้านของชาวอินคาและเปรู ส่วนอาหารและเครื่องดื่มหลักของที่นี่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Ceviche เป็นยำซีฟู๊ดจริงๆก็คล้ายๆยำของบ้านเราแต่ขาดเผ็ดไปหน่อย ไปที่ไหนในเปรูก็จะมีเสิร์ฟจานนี้ ส่วนเครื่องดื่มประจำชาติเป็นค็อกเทล Pisco Sour ผสมเหล้า pisco กับน้ำมะนาวและตีไข่ขาวเข้าไป รสชาติใช้ได้ทีเดียว ที่ร้านมีเนื้อ Alpaca ให้ลองทานด้วย แต่ไม่ไหว ทำใจไม่ได้เลยไม่ได้ทาน

วันรุ่งขึ้นเราออกไปเที่ยวนอกเมือง Cusco กัน เข้าไปใน 'Sacred Valley of the Incas' หรือหุบเขาศักสิทธิ์ของชาวอินคา เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณและวัดมากมายของอาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งก็รวมไปถึงมาชูพิชชูด้วย จุดหมายแรกคือที่เมือง Chinchero ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณเมืองหนึ่งที่ชาวอินคาเคยอาศัยอยู่ซึ่งมักจะสร้างอยู่ตามไหล่เขาและการทำเกษตรแบบขั้นบันไดไปในตัวด้วย เราได้เข้าไปดูภายในบ้านที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ซึ่งทำให้พอนึกภาพวิถีชีวิตของคนสมัยนั้นไปได้ในระดับหนึ่ง

วิวสองข้างทาง

หุบเขาศักสิทธิ์ของชาวอินคา


จากนั้นเราไปเดินเล่นซื้อของที่ Pisac Market เป็นตลาดขายของที่ระลึก ได้ของมาหลายชิ้นเหมือนกันแต่ก็ต้องอาศัยการต่อราคาเหมือนบ้านเรา ที่นี่มีขายหนูตะเภาปิ้งด้วย เป็นอาหารปกติของชาวเปรู

ตลาด Pisac ขายของที่ระลึกพื้นเมือง 

คนที่นี่เค้าเลี้ยงหนูตะเภาไว้ปิ้งกิน อันนี้เป็นร้านขายหนูปิ้งกินกับขนมปังอบสมุนไพร ทำคอกให้ซะน่ารักเชียว
หลังจากแวะทานข้าวเที่ยงที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งกลางหุบเขา เราก็เดินทางต่อไปยังเมือง Ollantaytambo ซึ่งสมัยก่อนเคยเป็นพระราชวังของจักรพรรดิ Pachacuti และสมัยสเปนมาล่าอาณานิคมยังเป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังอินคาที่ต่อต้านการบุกรุก ที่แห่งนี้เป็นด่านสุดท้ายก่อนที่จะถึงมาชูพิชชู และก็เป็นจุดที่ไกลที่สุดที่เหล่ากองทัพของสเปนสามารถบุกเข้ามาถึงและได้ถูกทำลายลงโดยกองทัพสเปนนั่นเอง

เมือง Ollantaytambo

ทางขึ้นไป Temple Complex ที่ Ollantaytambo

วิวข้างทาง ลากำลังแบกฟางหญ้า

ภูเขาเป็นรอยหยัก

จุดหมายต่อไปคือ Moray (ดูภาพข้างล่าง) ซึ่งว่ากันว่าชาวอินคาสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำการทดลองทางการเกษตร เนื่องจากหลุมพวกนี้ลึกกว่า 30 เมตร อุณหภูมิและแรงลมในแต่ละชั้นบันไดจะต่างกัน ทำให้สามารถศึกษาเรื่องผลกระทบของสภาพอากาศต่อพืชผลได้



หลังจากเที่ยวมาทั้งวันพวกเราก็เดินทางกลับที่พัก ถึงที่พักก็ได้เวลาเตรียมตัวนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเปรู นั่นก็เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจาก มาชูพิชชู (Machu Picchu) หนึ่งใน New Seven Wonders of the World

ไว้ต่อตอนสองค่ะ