วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

Keukenhof in Bloom - ประมวลภาพสวยจากทัวร์ฮอลแลนด์ สวนเคอเคนฮอฟ

ใครมาเที่ยวฮอลแลนด์หรือเนเธอแลนด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือพอดีตรงกับช่วงสงกรานต์บ้านเรา คงต้องพลาดไม่ได้กับการเข้าชมสวนดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทิวลิปที่สวนเคอเคนฮอฟ วันนี้เราเลยมาประมวลภาพสวยๆฝากท่านผู้ชมทั้งหลายกัน ใครที่ชอบดอกไม้บอกตรงๆเลยว่าห้ามพลาดทัวร์นี้นะคะ

ทิวลิปหลากสี




ฟาร์มทิวลิป





กังหันลมที่สวน Keukenhof


ภาพ Van Gogh จากดอกไม้




ใครสนใจทัวร์ฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม-ฮอลแลนด์ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บของเรานะคะ



Web Editor
Good Morning Tour
 
รีวิว และรูปถ่ายที่ปรากฏใน blog นี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ GM Tour ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ ตัดต่อ หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท 

สนใจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailanded.com

Italy (3) - Christmas in Rome

คืนนี้ เป็นคืน Christmas Eve และอย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นเราจะเข้าวิหาร St Peter's เพื่อเข้าร่วมพิธี Christmas Eve Mass ซึ่งประกอบโดยองค์สันตปาปา

เรามาถึงโรมตอนสายๆ เริ่มต้นวันด้วยการเข้าชมวิหารเซนต์ปีเตอร์ในนครวาติกัน นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะมากเราเลยเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเราไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์วาติกันและโบสถ์ Sistine Chapel

สำหรับพิพิธภัณฑ์วาติกันนั้นเป็นที่เก็บสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนของมหาอำนาจเก่าผู้นำศาสนจักร ภายในมีห้องต่างๆประดับประดาด้วยรูปปั้นหินอ่อนและจิตรกรรมงดงามนับไม่ถ้วน เดินไปเรื่อยๆจะสุดทางที่ห้องของ Rafael ที่ตั้งของภาพดัง School of Athens และก็จะถึงโบสถ์ Sistine Chapel เป็นโบสถ์ภายในเขตวาติกันที่หลายคนคงเคยเห็นผ่านตาในทีวีตอนที่สันตปาปาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์เมื่อปี 2548 และมีพิธีการคัดเลือกสันตปาปาองค์ใหม่ พระคาดินาลจากทั่วโลกจะต้องเข้ามารวมตัวกันในโบสถ์นี้เพื่อทำพิธีคัดเลือกสันตปาปาองค์ใหม่ โดยจะไปไหนไม่ได้ถ้ายังไม่ได้มติ ผู้คนภายนอกรวมทั้งนักข่าวก็จะมารอดูปล่องควันจากหลังคาโบสถ์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่ควันออกมาเป็นสีขาวหมายความว่าชาวคริสต์ได้สันตปาปาองค์ใหม่แล้ว
นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญ จิตรกรรมบนเพดานและฝาผนังของโบสถ์ Sistine นั้นยังสุดยอดอย่าบอกใคร ฝีมือวาดของจิตรกรเอก Michelangelo ที่เด่นที่สุดคือภาพ The Last Judgement ที่อยู่บนผนังด้านโต๊ะสวดมนต์ เป็นภาพจินตนาการเหตุการณ์วันสิ้นโลก กับภาพ The Creation of Adam บนเพดาน ซึ่งจำลองเหตุการณ์ตอนที่พระเจ้าสร้างอดัม มนุษย์คนแรกของโลกตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ในโบสถ์เขาห้ามถ่ายรูปค่ะเลยไม่มีให้ดู ตอนอยู่ในโบสถ์นอกจากห้ามถ่ายรูปแล้วยังมีคนคอยทำเสียง 'ชู่' ให้ทุกคนเงียบๆ แต่มาทีไรก็ชักสงสัยว่ามันเป็นเสียงของพนักงานในนั้นคอยทำจริงๆหรือเปิดเทปเอากันแน่เพราะออกมาเป็นจังหวะๆพอดี แถมยังค่อนข้างดัง เอาไว้ต้องไปสืบให้รู้ให้ได้

อิ่มตากับจิตรกรรมพวกนี้แล้วก็ได้เวลาช้อปปิ้ง เราเลยไปกันที่แถวบันไดสเปนซึ่งเป็นแหล่งร้านค้าแบรนด์เนมต่างๆ แล้วก็ไปทานข้าวรอเวลาเข้าพิธีตอนดึกคืนนี้ซึ่งจะเริ่มตอนประมาณ 4 ทุ่ม แต่คนแนะนำให้ไปรอคิวกันตั้งแต่ 2 ทุ่มเป็นอย่างช้า เพราะถึงแม้ว่าจะมีบัตรเขาก็ไม่การันตีว่าจะได้เข้าไปข้างใน ถ้าที่เต็มข้างในเมื่อไหร่ก็ต้องมานั่งที่เก้าอี้ด้านนอกแทน พวกเราเลยนอนรอกันที่โรงแรมก่อนซึ่งห่างจากโบสถ์ไปประมาณ 200 เมตร พอได้เวลา 2 ทุ่มกว่าๆเราก็ออกไปกัน คิวหน้าลานตอนนั้นยาวเกือบกิโลได้ รอไปได้เกือบชั่วโมงประตูก็เปิด คราวนี้ล่ะความโกลาหลก็เกิดขึ้น ทุกคนต่างเบียดอัดกันเข้ามาจนแน่นเป็นปลากระป๋อง ใครที่ผ่านที่กั้นไปได้ก็วิ่งกรูกันเพื่อที่จะได้ที่นั่งข้างหน้าๆ พวกเราก็ไหลตามคนข้างหน้าข้างหลังเข้าไปจนในที่สุดเราก็ผ่านที่กั้นไปได้ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้ชัยชนะอะไรบางอย่างบอกไม่ถูก

บัตรเข้าร่วมพิธีและหนังสือบทสวด
เมื่อเข้าไปถึงผู้คนต่างพยายามจะหาที่ข้างหน้าและที่ใกล้ทางเดินตรงกลางให้ได้มากที่สุดเพราะองค์สันตปาปาจะเสด็จเข้ามาจากด้านหลัง และเดินผ่านช่องว่างตรงกลางไปยังโต๊ะสวดข้างหน้า พวกเราถือว่าได้ที่นั่งค่อนข้างดีอยู่ตรงกลางๆโบสถ์ ทุกคนจะได้รับแจกหนังสือเพลงสวดเล่มเล็กๆ ซึ่งข้างในจะมีคำสวดต่างๆที่ทุกคนจะต้องสวดตามภายในพิธี เรานั่งใกล้พระคริสต์องค์นึงที่มาไกลจากเกาหลี พระท่านตอนแรกเข้าใจผิดนึกว่าพวกเราคงศรัทธาแรงกล้ามากถามเราว่าเราเป็นกลุ่มแสวงบุญหรือ (ฮ่าๆ) แป่วเลยเมื่อทราบว่าที่จริงแล้วเราเป็นพุทธค่ะ แต่ท่านก็ใจดีคอยอธิบายขั้นตอนให้เราฟัง และว่าพระองค์ไหนเป็นใคร มียศอะไรบ้าง

และแล้วก็ได้เวลาพิธีเริ่ม คณะดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลง และขบวนพิธีก็ออกมาจากด้านหลังผ่านทางเดินตรงกลางมาเรื่อยๆ ขบวนค่อนข้างยาวมีพระคาดินาลเดินเข้ามาก่อนและจบด้วยองค์สันตปาปา ตอนพระองค์เข้ามานี่ยิ่งกว่าดารา hollywood เลย ทุกคนต่างพยายามจะเก็บภาพท่านไว้จนแสงแฟลชกระจาย ท่านทรงโบกมือให้เป็นระยะๆ พระเกาหลีข้างๆท่านใจดีมาก จริงๆท่านได้ที่ติดทางเดินแต่ท่านบอกให้เราเข้าไปแทน เลยได้เห็นองค์สันตปาปาแบบใกล้สุดๆ ได้ยินข่าวว่าปีที่แล้วตอนพิธีนี้มีหญิงคนนึงกระโจนใส่ตัวท่านจนออกข่าวไป ทั่วโลก เลยมีความคิดแวบในใจว่าถ้าอยากดังวิธีนี้ก็ไม่เลวเลย เหอะๆ

นำขบวน

องค์สันตปาปาเสด็จ
 จากนั้นพิธีสวดกระจายก็เริ่มขึ้น ฟังไม่ออกเลยสักคำแต่ก็ดีอย่างที่มีหนังสือให้เลยพอร้องตามได้ ร้องเพลงปนสวดกันเป็นชั่วโมงๆเลยทีเดียว ปลายพิธีก็จะมี Holy Communion รับพรและขนมปัง จบท้ายด้วยการแห่รูปปั้นจำลองพระเยซูตอนยังเป็นทารก เพื่อไปวางไว้บนแท่นจำลองเหตุการณ์ตอนประสูติของพระเยซูหรือที่เรียกกันว่า Nativity Scene เหมือนเป็นสัญญาณว่าพระเยซูได้มาประสูติแล้ว พิธีนี้เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของวัน Christmas อย่างเป็นทางการ ทุกคนในพิธีต่างหันไปหาคนรอบข้างเพื่อจับมือและกล่าวสวัสดีวันคริสต์มาสให้แก่กัน

จำลองประสูติพระเยซูในวิหาร St Peter's

ผู้คนทยอยกลับ






เดินเล่นในกรุงเก่าของโรมในวัน Christmas - Castello Sant'Angelo ข้างใต้มีอุโมงค์ลับเชื่อมไปยังวาติกัน ถ้าใครได้อ่าน Angel & Demons จะรู้ดี

น้ำพุเทรวี่ อลังการไม่เคยเปลี่ยน


Web Editor
Good Morning Tour
 
รีวิว และรูปถ่ายที่ปรากฏใน blog นี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ GM Tour ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ ตัดต่อ หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท 

สนใจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailanded.com


วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

Italy (2) - แคว้นทัสคานี่ La Dolce Vita

มาต่อจากตอนที่แล้ว


วันนี้เราจะไปเที่ยวเมืองและหมู่บ้านเล็กๆต่างๆในเขตแคว้นทัสคานี่กันค่ะ และตอนกลางคืนเราก็จะไปพักกันที่ไร่องุ่นในเขต Chianti ที่เป็นเขตผลิตไวน์ชื่อดังที่สุดในอิตาลี่เลยก็ว่าได้


ตอนเช้าคุณลุงชาวอิตาเลี่ยนมารับเราจากโรงแรมที่ฟลอเรนซ์ด้วยรถตู้ของเขา คุณลุงแกเป็นชาวพื้นเมืองมีบ้านอยู่ในเขต Chianti และจะคอยขับรถพาเราเที่ยวเมืองต่างๆในเขตนี้ จุดหมายแรกของเราในวันนี้คือเมือง San Gimignano เมืองนี้เป็นเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองโบราณกว่าหนึ่งพันปีมาแล้ว เอกลักษณ์ที่พิเศษกว่าใครของเมืองนี้คือหอสูงที่ตอนนี้เหลืออยู่ถึง 14 หอที่ตั้งตระหง่านตามจุดต่างๆของเมืองจนเมื่อมองจากมุมไกลจะเห็นคล้ายเป็นตึกสูงจนได้รับฉายาว่าเป็น Medieval Manhattan หอต่างๆนั้นถูกสร้างขึ้นกว่า 900 ปีมาแล้วสมัยยุคทองของเมือง ครอบครัวที่มีฐานะต่างแข่งกันสร้างหอสูงเพิ่ออวดความร่ำรวย จนมีถึงกว่า 70 หอในสมัยนั้น


ถนนสายหลักของเมือง San Gimignano
จัตุรัสกลางเมือง San Gimignano


จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังเมือง Siena ระหว่างทางเราแวะหมู่บ้านโบราณ Monteriggioni ที่ยังคงกลิ่นอายของยุคกลางไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อไปถึง Siena เราเข้าไปชมจัตุรัส Piazza del Campo ซึ่งเป็นสถานที่จัดแข่งม้า il Palio อันเลื่องชื่อ ที่จัดขึ้นทุกๆปีโดยมีนักแข่งตัวแทนจากเมืองต่างๆเข้าร่วมแข่งขัน เป็นประเพณีโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกลางศตวรรษที่ 17 มาแล้ว


จากนั้นเราไปแวะถ่ายภาพที่โบสถ์ดูโอโม่ของเมือง Siena ที่หลายคนว่าสวยกว่าของเมือง​ฟลอเรนซ์ ใครจะเห็นด้วยหรือไม่คงต้องไปพิสูจน์ดู


ดูโอโม่ของเมืองเซียน่า
 เมื่อมาอิตาลี่แล้วหลายคนก็คงพลาดไม่ได้กับการแวะถ่ายภาพกับหอเอนเมืองปิซ่า สถานที่ที่กาลิเลโอใช้ทดสอบกฎของมวลสารวัตถุกับแรงโน้มถ่วงของเขา ตอนเราไปถึงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินพอดี ได้ภาพสวยๆมาไม่น้อย
หอเอนเมืองปิซ่าแบบไร้ผู้คน บางทีก็ชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆ


หลังจากนั้นคุณลุงคนขับก็พาเรามุ่งสู่ที่พักของเราในคืนนี้ซึ่งเป็นไร่องุ่นในหุบเขาในเขต Chianti เมื่อไปถึงเจ้าของไร่ที่มีชื่อว่าคุณ Marco ออกมาต้อนรับพาเราไปยังบ้านพักภายในไร่ที่ออกแบบเป็นสไตล์ Tuscan Villa ภายในมีห้องครัว ห้องรับแขก เตาผิง และมีห้องแยกเป็นหลายๆห้อง ได้เวลาหิวข้าวพอดีจึงอดไม่ได้ที่จะทานอาหารแบบ Tuscan cuisine ปรุงโดยผลผลิตสดๆจากไร่ และก็ไม่ลืมสั่งไวน์ Chianti Classico จากไร่ของแกมาทานเคล้ากับสเต๊กเนื้อ และ Risotto ที่สั่งมา ให้ความรู้สึกถึง La Dolce Vita ได้ดีจริงๆ


ตื่นเช้ามาภรรยาเจ้าของไร่เป็นคนเตรียมอาหารเช้าให้เรา โดยพิเศษสำหรับช่วงนี้ยังมีเค้กคริสต์มาสก้อนใหญ่แสนอร่อยที่แจ๊แกไปซื้อมาจากตลาดในเมืองมาให้เราลิ้มลองกัน ที่ไร่ยังมีผลิตผลอย่างอื่นนอกจากไวน์ให้เลือกซื้อ อาทิ มะกอกและซอสเห็ดทรัฟเฟลจากทางไร่


ภายในห้องนอนในไร่


บริเวณที่พักของไร่


ห้องอาหารภายในไร่


สวนมะกอก


ไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตา
และแล้วก็ต้องลาจากไร่แห่งนี้ คุณลุงคนเดิมมารับพากลับเมืองฟลอเรนซ์ ที่เมืองฟลอเรนซ์เราเดินเที่ยวชมโบสถ์ดูโอโม่ จัตุรัส Signoria และเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยจนถึงสะพาน Ponte Vecchio


ได้เวลาเราแวะเข้าไปชมสุดยอดภาพเขียนภายในพิพิธภัณฑ์ Uffizi Gallery เริ่มรู้สึกว่ามาเที่ยวหน้าหนาวก็ดีไปอย่างตรงที่คนไม่แน่น เพราะปกติที่ Uffizi ยิ่งหน้าร้อนจะแน่นมากคิวยาวเหยียดเป็นกิโลๆเลยทีเดียว ถ้าใครชอบภาพสมัย Renaissance ต้องห้ามพลาดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้


วิวพาโนราม่าสุดคลาสสิคของเมืองฟลอเรนซ์ ให้มานั่งเล่นตรงนี้ทั้งวันยังได้


ดูโอโม่ของเมืองฟลอเรนซ์


สะพาน Ponte Vecchio


แวะทานไอติมร้านอร่อย
เมื่ออิ่มตากับภาพวาดแล้วเราพากันเดินกลับโรงแรมตอนกลางค่ำๆ ยิ่งใกล้วันคริสต์มาสเข้าไปทุกทีๆ ผู้คนก็ออกมาเดินเล่นกันเต็มถนน มีโชว์ต่างๆให้ดูมากมาย บรรยากาศสนุกสนานรื่นเริง เรานอนพักที่ฟลอเรนซ์อีกหนึ่งคืนก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงโรมในวันรุ่งขึ้น


บรรยากาศยามค่ำคืนที่ฟลอเรนซ์


ผู้คนเฮฮาสนุกสนาน


วิวยอดโดมดูโอโม่จากระเบียงห้องพัก


ไว้ต่อตอนต่อไปที่โรมนะคะ

Web Editor
Good Morning Tour
 
รีวิว และรูปถ่ายที่ปรากฏใน blog นี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ GM Tour ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ ตัดต่อ หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท 

สนใจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailanded.com

Italy - ทัวร์ยอดฮิต ทำไมใครๆถึงอยากไปทัวร์อิตาลี (1)

วันนี้มารีวิวทัวร์อิตาลีของเรากันค่ะ ซึ่งจัดว่าเป็นทัวร์ยอดฮิตเลยทีเดียวสำหรับใครที่มายุโรป ถ้าอยากรู้ว่าปกติแล้วเราพาไปไหนบ้างในอิตาลี่ ตามมาดูกันเลยค่ะ


ทัวร์นี้เราไปช่วง Christmas ปี 2553 ที่เลือกรีวิวทัวร์นี้โดยเฉพาะเพราะว่ามีอะไรไม่เหมือนทัวร์อื่น งานนี้ลูกทัวร์ request มาว่าอยากไปเข้าร่วมพิธี Christmas Eve Mass ภายในโบสถ์วาติกัน ที่ท่านโป๊ปองค์ปัจจุบัน Pope Benedict ที่ 16 ทรงประกอบพิธีด้วยพระองค์เอง โดยในคืน Christmas Eve นั้นชาวคาธอลิคทุกคนจะเข้าร่วมพิธีในโบสถ์ทั่วโลกเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของพระเยซู การที่จะได้เข้าร่วมพิธีนี้ในโบสถ์ศูนย์กลางคริสตจักรอย่าง St Peter's ในวาติกันนั้นจึงถือได้ว่าเป็นอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆสำหรับชาวคาธอลิคเลยก็ว่าได้ แต่ความพยายามย่อมชนะสิ่งใด เราโชคดีมากที่สามารถหาบัตรและพาลูกทัวร์เราเข้าไปในคืนศักด์สิทธิ์นั้นได้


เริ่มต้นวันแรกเรานั่งรถไฟไปเที่ยวทะเลสาปโคโมกัน แล้วพากันล่องเรือลัดเลาะไปตามหมู่บ้านเล็กๆต่างๆ โคโม่ช่วงหน้าหนาวนั้นไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ก็ได้บรรยากาศแบบเงียบๆสงบๆไปอีกแบบเมื่อเทียบกับเวลามาตอนหน้าร้อน แต่ข้อเสียคือร้านรวงต่างๆตามหมู่บ้านจะปิดพักผ่อน

ตลาดคริสต์มาสที่จัตุรัสกลางเมือง     

นั่งเรือชมทะเลสาป

อาหารกลางวันริมทะเลสาป Como

ได้เวลาพอเริ่มเหนื่อยก็กลับมาพักผ่อนกันที่โรงแรมวิวทะเลสาปโคโม่ ก่อนออกมาเดินเล่นอีกในตอนเย็นๆ เพราะเป็นช่วงคริสต์มาสเลยได้เห็นบรรยากาศเฉลิมฉลองของคนที่นี่ ตกกลางคืนคนเมืองจะออกมาเดินตลาด Chirstmas Market ทุกๆคนดูมีความสุขออกมาเลือกซื้อของขวัญให้คนที่รักทำให้ถนนเต็มไปด้วยผู้คน 

ซอกซอยในเมือง Como

บรรยากาศตอนกลางคืน เต็มไปด้วยผู้คน

จุดหมายถัดไปของเราคือเมืองมิลาน ที่เรียกกันว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อป บางคนบอกว่าลอนดอนดีกว่าบ้าง ปารีสดีกว่าบ้าง ความเห็นแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉันไม่มีอะไรสู้มิลานได้โดยเฉพาะช่วง sale season เพราะทุกอย่างมันรวมอยู่ในศูนย์กลางจัตุรัส Duomo อีกทั้งยังมีของมีแบบให้เลือกมากมายที่บางครั้งลอนดอนยังไม่มีด้วยซำ้

แต่ก่อนช้อปต้องแวะไปดูของสำคัญของเมืองมิลานก่อนซึ่งก็คือภาพวาด The Last Supper ผลงานชิ้นเอกของศิลปินอัจฉริยะ Leonardo Da Vinci บนฝาผนังของโบสถ์ Santa Maria delle Grazie ที่เฮียแกใช้เวลาวาดถึง 3 ปี อีกทั้งว่ากันว่าตอนสมัยสงครามโลกมีการทิ้งระเบิดในมิลาน โบสถ์แห่งนี้พังยับเยินเหลือเพียงแต่ผนังที่มีภาพนี้อยู่ที่ไม่เป็นอะไร

จากนั้นแวะเข้าโบสถ์ Duomo ของเมืองมิลาน โบสถ์สมัยโกธิคที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง


ดูโอโมของมิลานช่วงเทศกาลคริสต์มาส
โอเค งานรองเสร็จแล้วต่อไปเป็นงานหลักซึ่งเป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากช้อปปิ้ง ลูกทัวร์ขอเวลา 5 ชั่วโมงเต็มๆสำหรับงานนี้ คนเยอะพลุกพล่านกว่าปกติเนื่องจากใกล้วัน christmas เข้าไปทุกทีๆ บรรยากาศในห้าง Rinascente เหมือนแจกฟรี ตอนเข้าไปแทบเดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามผู้คน


ตกกลางคืนพาลูกทัวร์ไปเดินเล่นทานอาหารริมคลอง Naviglio ของมิลาน ถ้าไปช่วงเย็นๆทุกร้านจะติดป้ายว่า Happy Hour ซึ่งแปลว่าถ้าเข้าไปสั่ง Drink หนึ่งแก้ว คุณจะได้แถมทานอาหารบุฟเฟต์ของร้านไปด้วยเลยในตัว 
บรรยากาศริมคลอง Naviglio ที่มิลาน

วันรุ่งขึ้นลูกทัวร์ขอกลับไปช้อปต่อก่อนนั่งรถไฟไปยังเมือง Venice ซึ่งถึงแม้เป็นหน้าหนาวเวนิซก็ยังสวยงามเช่นเคย คืนนี้เราพักที่โรงแรมริม Grande Canal จากห้องสามารถมองเห็นวิวของคลองสายหลักแห่งนี้
วิวคลอง Grande Canal จากโรงแรม เห็นยอด San Marco เป็น background


ภายในโรงแรมซึ่งเป็น Palazzo เก่า

ท่าเรือกอนโดล่าหน้าโรงแรม


เราไปเที่ยวจัตุรัส St Mark's ชมพระราชวัง Doge's Palace เดินลัดเลาะตามซอกซอยไปมาจนถึงสะพาน Rialto ผู้คนออกมาเดินเต็มท้องถนน บรรยากาศช่วงคริสต์มาสนี่มันช่างครึกครื้นดีจริงๆเลยค่ะ



วันรุ่งขึ้นเราไปเที่ยวเกาะ Murano แหล่งผลิตเครื่องแก้ว Murano ชื่อดัง โดยเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วการเป่าแก้วถูกบังคับห้ามบนเกาะเวนิซเพราะกลัวอันตรายจากไฟไหม้ ทุกคนเลยต้องย้ายมาทำที่เกาะ Murano แทน ชมสาธิตวิธีการผลิตแก้ว


จากนั้นเรานั่งเรือต่อไปเที่ยวเกาะชาวประมงหลากสีสันที่มีชื่อว่าเกาะ Burano ว่ากันว่าที่ชาวบ้านพากันทาสีบ้านเรือนจนหลากสีเป็นเพราะเมื่อก่อนผู้ชายทุกคนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้มีอาชีพเป็นชาวประมง เวลานั่งเรือกลับจากหาปลาได้ก็อยากจะเห็นบ้านของตนจากนอกฝั่ง เลยทาสีบ้านให้ไม่เหมือนใคร พวกเราตกลงกันว่าจะแวะทานข้าวที่นี่ กำลังเดินๆหาร้านอยู่เจอฝรั่งอิตาเลียนที่เป็นเด็กเรียกแขกของร้าน Ristorante Galuppi ทักว่าเป็นคนไทยใช่ไหม เลยถามกลับไปว่ารู้ได้ยังไง เลยรู้ว่าภรรยาของเจ้าของร้านเป็นคนไทย ด้วยความที่ทุกคนก็ชอบอุดหนุนคนไทยด้วยกันเลยเข้าไปทาน เจ๊เจ้าของร้านที่เป็นคนไทยก็ออกมาต้อนรับ อัธยาศัยดีมากๆ แกบอกว่าแต่งงานมาอยู่ที่เกาะนี้ได้กว่า 10 ปีแล้ว อาหารของร้านอร่อยใช้ได้ทีเดียวแต่ราคาแอบแพงไปนิด สมกับเป็นราคาในเขตเวนิซ




บ้านหลากสีสันบนเกาะบูราโน่
นั่งเรือกลับมาถึงเวนิซก็ไปเดินเล่นกันที่ St Mark's square เลือกซื้อของกันอีกรอบ จากนั้นเราก็ได้เวลานั่งรถไฟไปยังจุดหมายต่อไปของเรา ซึ่งก็คือ Florence นั่นเอง


เอาไว้มาต่อตอน (2) ค่ะ ที่เราไปเที่ยวเมืองต่างๆในแคว้นทัสคานี่ กับไปต่อที่โรม Highlight พิธี Christmas Eve Mass ในมหาวิหาร St Peter's...


Web Editor
Good Morning Tour
รีวิว และรูปถ่ายที่ปรากฏใน blog นี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ GM Tour ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ ตัดต่อ หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท 


สนใจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailanded.com

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ICELAND !!! ทัวร์ไอซ์แลนด์ - ประเทศนี้มีอะไร ??

คงต้องยอมรับว่าสำหรับประเทศ Iceland นั้น หลายคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคงยังจำกันได้แม่นกับเหตุการณ์เถ้าถ่านภูเขาไฟสะท้านยุโรป ที่ดันมาเกิดช่วงสงกรานต์พอดีเมื่อปีที่แล้ว ทำเอานักเดินทางอย่างเราๆต้องติดเกาะกันอยู่ที่ลอนดอนบ้าง แฟรงค์เฟิร์ตบ้าง ได้หยุดงานเพิ่มกันเป็นแถบๆ ทั้งสายการบินและหลายบริษัททัวร์ยังคงแค้นมันไม่หาย 


ล่าสุดเราได้มีโอกาสพากรุ๊ปเล็กๆไปเที่ยวกัน เลยอยากจะมารีวิวให้ฟังว่า นอกจากภูเขาไฟตัวปัญหาแล้ว ประเทศบนเกาะเล็กๆใกล้ๆกับขั้วโลกเหนือนั้น มันมีอะไรดี ?!?


เริ่มจากเมืองหลวงที่มีชื่อเรียกง่ายๆว่า Reykjavik (อ่านว่า เรค-คา-วิก) ที่มีชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่เหนือที่สุดในโลก เพราะความอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือของมัน ประกอบกับชื่อประเทศที่แปลง่ายๆสั้นๆว่า "ดินแดนน้ำแข็ง" ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าไปแล้วคงหนาวสั่นจับใจ แต่จริงๆแล้วเกาะ Iceland มีกระแสน้ำอุ่นล้อมรอบ ทำให้มันไม่หนาวอย่างที่คิด แถมใต้พื้นดินยังมีความร้อนจากลาวา ทำให้ประเทศเต็มไปด้วยบ่อน้ำร้อน อีกทั้งแรงความร้อนใต้พิภพนี้ ยังสามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าให้คน icelandic ใช้กันทั้งประเทศได้อีกด้วย ถ้าคุยกับคน icelandic จะรู้ได้เลยว่าค่าไฟที่นั่นถูกยิ่งกว่าถูกสำหรับเค้า เหมือนมีไฟใช้ฟรีกันเลยทีเดียว ก็แน่ละสิ แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแถมยังเป็นพลังงานสะอาดอีก


เมือง Reykjavik มีโบสถ์รูปร่างคล้ายจรวดอวกาศตั้งอยู่กลางเมือง




เมืองอยู่ติดทะเล มีท่าเรือที่ชาวประมงยังออกล่าปลาวาฬเป็นเรื่องปกติธรรมดา (งงว่าทำไมมีแต่คนโจมตีชาวญี่ปุ่นที่ออกล่าปลาวาฬ ทีฝรั่งด้วยกันทำเองไม่เห็นได้ยินข่าวเท่าไหร่) 

เราไปทานอาหารที่ร้าน Sea Baron เป็นร้านเล็กๆอยู่ติดท่าเรือ แน่นอนที่ร้านจะมีขายแต่อาหารทะเลสดๆจากท่า ปลาในเมนูแต่ละวันจีึงขึ้นอยู่กับว่าวันนี้จับปลาอะไรมาได้บ้าง มีปลาวาฬขายด้วย ถ้าใครอยากลองต้องมาเร็วหน่อย เคยมาตอนเย็นแล้วปลาวาฬขายหมดเกลี้ยง อาหารจานเด็ดของที่นี่ที่ทุกคนที่เข้ามาทานต้องสั่งกันคือ Lobster Soup ที่ต้องยอมรับว่าอร่อยสมชื่อจริงๆ 




หนึ่งใน Most Popular Route ที่ใครๆที่มาเที่ยว Iceland ต้องไปมีชื่อว่า The Golden Circle เป็นเส้นทางที่วิ่งผ่านทั้งน้ำตก ภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง และอุทยานสวยงามต่างๆ คราวนี้เราไปกันเดือนมีนา พื้นยังเต็มไปด้วยหิมะอยู่เลย


น้ำตก Gullfoss ยิ่งใหญ่อลังการดีแท้ แต่ขนาดนี้ยังไม่ใช่ใหญ่ที่สุดใน Iceland เลย เพราะอันดับหนึ่งคือ Detifoss เสียดายไม่ได้ไปคราวนี้เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่


น้ำพุร้อน Geysir ที่เวลาประทุพุ่งสูงเกือบ 10 เมตร และเชื่อไหมว่ามันพุ่งบ่อยมากทุกๆ 5 นาที แทบไม่ต้องยืนรอกันเลย หลายคนนึกว่า Geysir คือภาษาอังกฤษที่แปลว่าน้ำพุร้อน แต่จริงๆแล้วมันคือศัพท์ภาษา Icelandic ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตำหรับน้ำพุร้อนเลยจริงๆ

 ปากปล่องภูเขาไฟ


แวะไปให้อาหารม้า ม้าพันธุ์ Icelandic จะแปลกกว่าม้าทั่วไป

อุทยานแห่งชาติ Pingvalier


อีกวันเราออกเที่ยวแถบ South Coast ของ Iceland เลาะตามหาดทางใต้ไปเรื่อยๆด้วยรถ 4x4 บรรยายความสวยงามไม่ถูก เอาเป็นว่าใช้ภาพอธิบายดีกว่า

ระหว่างทางผ่านภูเขาไฟ Eyjafjallajökull เจ้านี่นี่เองที่ทำให้เราติดแหง็กที่สนามบินเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้มันยอมสงบแล้วแต่ถ้าสังเกตดีๆจากภาพยังพอเห็นควันสีขาวๆลอยออกมาจากปล่อง 



น้ำตก Skogafoss ถ้าวันไหนมีแดดส่องพอดีอย่างเช่นวันนี้  จะมีรุ้งฟอร์มตัวให้เห็นกันเต็มตา และจะเห็นได้ว่าที่พื้นเป็นทรายสีดำจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ

เดินเล่นใต้รุ้ง

ถ้าไม่กลัวเปียกสามารถเข้าไปยืนอยู่ใต้น้ำตกได้เลย

ทะเลสาปน้ำแข็ง Jokulsarlon มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในขั้วโลก ในทะเลสาปยังมีแมวน้ำว่ายไปมา


กดชัตเตอร์ไปกว่า 200 ภาพ ไม่รู้จะถ่ายมุมไหนดี 

สุดท้ายใครมา Iceland พลาดไม่ได้ที่จะจบทัวร์ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำร้อนกลางแจ้งธรรมชาติที่ลงแช่ได้ทั้งปี ด้วยความร้อนจากพลังงานใต้พื้นดินของ Iceland 


อยากบอกว่าความรู้สึกเมื่อได้ลงแช่ใน Blue Lagoon หลังจากทัวร์มาหลายวันนั้นบรรยายไม่ถูกเลยจริงๆ ในบ่อยังมีแร่ธาตุที่ว่ากันว่าทำให้หน้าใสอ่อนวัยได้ (จริงหรือเปล่าไม่รู้) ต่างคนพากันเอามาโปะหน้า

สุดท้ายโดยรวมแล้วเป็นทริปประทับใจอีกทริปหนึ่ง นับได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ไปยุโรปจนเบื่อจะอ้วกออกมาเป็นโบสถ์แล้ว Iceland เป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาได้ดีทีเดียว กิจกรรมอย่างอื่นยังมีอีกมากมายเช่นขี่ Snowmobile บนธารน้ำแข็ง, Snorkel ใต้ถ้ำลาวา หรือสำรวจถ้ำภูเขาไฟที่ดับแล้ว ถ้ามาหน้าหนาวยังมีโอกาสได้เห็นแสง Aurora หรือ Northern Light 

ใครสนใจทริปแบบนี้ เรามีออกได้เรื่อยๆ เมลล์ติดต่อกันเข้ามาแล้วกันค่ะ

 

Web Editor
Good Morning Tour
รีวิว และรูปถ่ายที่ปรากฏใน blog นี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ GM Tour ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปเผยแพร่ ตัดต่อ หรือแก้ไข โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท 

สนใจทัวร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailanded.com