คงต้องยอมรับว่าสำหรับประเทศ Iceland นั้น หลายคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคงยังจำกันได้แม่นกับเหตุการณ์เถ้าถ่านภูเขาไฟสะท้านยุโรป ที่ดันมาเกิดช่วงสงกรานต์พอดีเมื่อปีที่แล้ว ทำเอานักเดินทางอย่างเราๆต้องติดเกาะกันอยู่ที่ลอนดอนบ้าง แฟรงค์เฟิร์ตบ้าง ได้หยุดงานเพิ่มกันเป็นแถบๆ ทั้งสายการบินและหลายบริษัททัวร์ยังคงแค้นมันไม่หาย
ล่าสุดเราได้มีโอกาสพากรุ๊ปเล็กๆไปเที่ยวกัน เลยอยากจะมารีวิวให้ฟังว่า นอกจากภูเขาไฟตัวปัญหาแล้ว ประเทศบนเกาะเล็กๆใกล้ๆกับขั้วโลกเหนือนั้น มันมีอะไรดี ?!?
เริ่มจากเมืองหลวงที่มีชื่อเรียกง่ายๆว่า Reykjavik (อ่านว่า เรค-คา-วิก) ที่มีชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่เหนือที่สุดในโลก เพราะความอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือของมัน ประกอบกับชื่อประเทศที่แปลง่ายๆสั้นๆว่า "ดินแดนน้ำแข็ง" ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าไปแล้วคงหนาวสั่นจับใจ แต่จริงๆแล้วเกาะ Iceland มีกระแสน้ำอุ่นล้อมรอบ ทำให้มันไม่หนาวอย่างที่คิด แถมใต้พื้นดินยังมีความร้อนจากลาวา ทำให้ประเทศเต็มไปด้วยบ่อน้ำร้อน อีกทั้งแรงความร้อนใต้พิภพนี้ ยังสามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าให้คน icelandic ใช้กันทั้งประเทศได้อีกด้วย ถ้าคุยกับคน icelandic จะรู้ได้เลยว่าค่าไฟที่นั่นถูกยิ่งกว่าถูกสำหรับเค้า เหมือนมีไฟใช้ฟรีกันเลยทีเดียว ก็แน่ละสิ แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแถมยังเป็นพลังงานสะอาดอีก
เมือง Reykjavik มีโบสถ์รูปร่างคล้ายจรวดอวกาศตั้งอยู่กลางเมือง
เมืองอยู่ติดทะเล มีท่าเรือที่ชาวประมงยังออกล่าปลาวาฬเป็นเรื่องปกติธรรมดา (งงว่าทำไมมีแต่คนโจมตีชาวญี่ปุ่นที่ออกล่าปลาวาฬ ทีฝรั่งด้วยกันทำเองไม่เห็นได้ยินข่าวเท่าไหร่)
เราไปทานอาหารที่ร้าน Sea Baron เป็นร้านเล็กๆอยู่ติดท่าเรือ แน่นอนที่ร้านจะมีขายแต่อาหารทะเลสดๆจากท่า ปลาในเมนูแต่ละวันจีึงขึ้นอยู่กับว่าวันนี้จับปลาอะไรมาได้บ้าง มีปลาวาฬขายด้วย ถ้าใครอยากลองต้องมาเร็วหน่อย เคยมาตอนเย็นแล้วปลาวาฬขายหมดเกลี้ยง อาหารจานเด็ดของที่นี่ที่ทุกคนที่เข้ามาทานต้องสั่งกันคือ Lobster Soup ที่ต้องยอมรับว่าอร่อยสมชื่อจริงๆ
หนึ่งใน Most Popular Route ที่ใครๆที่มาเที่ยว Iceland ต้องไปมีชื่อว่า The Golden Circle เป็นเส้นทางที่วิ่งผ่านทั้งน้ำตก ภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง และอุทยานสวยงามต่างๆ คราวนี้เราไปกันเดือนมีนา พื้นยังเต็มไปด้วยหิมะอยู่เลย
น้ำตก Gullfoss ยิ่งใหญ่อลังการดีแท้ แต่ขนาดนี้ยังไม่ใช่ใหญ่ที่สุดใน Iceland เลย เพราะอันดับหนึ่งคือ Detifoss เสียดายไม่ได้ไปคราวนี้เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่
น้ำพุร้อน Geysir ที่เวลาประทุพุ่งสูงเกือบ 10 เมตร และเชื่อไหมว่ามันพุ่งบ่อยมากทุกๆ 5 นาที แทบไม่ต้องยืนรอกันเลย หลายคนนึกว่า Geysir คือภาษาอังกฤษที่แปลว่าน้ำพุร้อน แต่จริงๆแล้วมันคือศัพท์ภาษา Icelandic ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตำหรับน้ำพุร้อนเลยจริงๆ
ปากปล่องภูเขาไฟ
แวะไปให้อาหารม้า ม้าพันธุ์ Icelandic จะแปลกกว่าม้าทั่วไป
อุทยานแห่งชาติ Pingvalier
อีกวันเราออกเที่ยวแถบ South Coast ของ Iceland เลาะตามหาดทางใต้ไปเรื่อยๆด้วยรถ 4x4 บรรยายความสวยงามไม่ถูก เอาเป็นว่าใช้ภาพอธิบายดีกว่า
ระหว่างทางผ่านภูเขาไฟ Eyjafjallajökull เจ้านี่นี่เองที่ทำให้เราติดแหง็กที่สนามบินเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้มันยอมสงบแล้วแต่ถ้าสังเกตดีๆจากภาพยังพอเห็นควันสีขาวๆลอยออกมาจากปล่อง
น้ำตก Skogafoss ถ้าวันไหนมีแดดส่องพอดีอย่างเช่นวันนี้ จะมีรุ้งฟอร์มตัวให้เห็นกันเต็มตา และจะเห็นได้ว่าที่พื้นเป็นทรายสีดำจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ
เดินเล่นใต้รุ้ง
ถ้าไม่กลัวเปียกสามารถเข้าไปยืนอยู่ใต้น้ำตกได้เลย
ทะเลสาปน้ำแข็ง Jokulsarlon มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในขั้วโลก ในทะเลสาปยังมีแมวน้ำว่ายไปมา
กดชัตเตอร์ไปกว่า 200 ภาพ ไม่รู้จะถ่ายมุมไหนดี
สุดท้ายใครมา Iceland พลาดไม่ได้ที่จะจบทัวร์ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำร้อนกลางแจ้งธรรมชาติที่ลงแช่ได้ทั้งปี ด้วยความร้อนจากพลังงานใต้พื้นดินของ Iceland
อยากบอกว่าความรู้สึกเมื่อได้ลงแช่ใน Blue Lagoon หลังจากทัวร์มาหลายวันนั้นบรรยายไม่ถูกเลยจริงๆ ในบ่อยังมีแร่ธาตุที่ว่ากันว่าทำให้หน้าใสอ่อนวัยได้ (จริงหรือเปล่าไม่รู้) ต่างคนพากันเอามาโปะหน้า
สุดท้ายโดยรวมแล้วเป็นทริปประทับใจอีกทริปหนึ่ง นับได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ไปยุโรปจนเบื่อจะอ้วกออกมาเป็นโบสถ์แล้ว Iceland เป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาได้ดีทีเดียว กิจกรรมอย่างอื่นยังมีอีกมากมายเช่นขี่ Snowmobile บนธารน้ำแข็ง, Snorkel ใต้ถ้ำลาวา หรือสำรวจถ้ำภูเขาไฟที่ดับแล้ว ถ้ามาหน้าหนาวยังมีโอกาสได้เห็นแสง Aurora หรือ Northern Light
ใครสนใจทริปแบบนี้ เรามีออกได้เรื่อยๆ เมลล์ติดต่อกันเข้ามาแล้วกันค่ะ