วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Machu Picchu - รีวิว มาชู ปิกชู - เมืองอินคาที่สาบสูญ

ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้ตามโปรแกรมเราจะเดินทางไปมาชู ปิกชู เมืองโบราณอันลี้ลับของชาวอินคาที่สาบสูญไปจากแผนที่ ที่แม้แต่กองทัพ Conquistador ของสเปนที่เข้ามาถล่มอารยธรรมยังหาไม่พบ จนกระทั่งปีคศ 1911 นักสำรวจชาวอเมริกันนามว่า Hiram Bingham ได้มาค้นพบมันอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมือง

การเดินทางไปมาชู ปิกชูนั้น ทำได้สองแบบคือ 
1) นั่งรถไฟจากเมือง Cusco ไปยังเมือง Aguas Calientes ซึ่งตั้งอยู่ที่ตีนเขาของเมืองโบราณแห่งนี้ หรือ 
2) Inca Trail trek ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากบางทีอาจจะต้องหาซื้อ Permit ล่วงหน้าเป็นเดือนทีเดียว สำหรับใครที่ฟิตเตรียมพร้อมการเดิน classic trail จะอยู่ที่ 4 วัน 3 คืน เริ่มต้นจากเมือง Ollantaytambo ที่เราไปมาเมื่อตอนที่แล้ว 

ด้วยความฟิตสุดๆของเรา เราเดินทางด้วย Option 1 รถไฟ Peru Rail มุ่งตรงสู่เมือง Aguas Calientes เลยทีเดียว พอลงจากรถไฟก็ต้องเลือกระหว่างเดินขึ้นเขาสูงลิบ หรือนั่งรถบัสสัมปะทานผูกขาดเจ้าเดียวจากสถานีรถไฟขึ้นไปยัง Machu Picchu ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง รถบัสไต่ตามไหล่เขาขึ้นไป ยิ่งสูงขึ้นๆ ก็หวาดเสียวพอสมควรเพราะต้องสวนกับรถบัสคันอื่นอีก จากนั้นเราก็ถึงจุดหมาย

รวมภาพ Machu Picchu ที่เก็บมาจากทริปนี้

รถไฟไป Machu Picchu ชั้น Vistadome


เข้ามาถึงก็เจอนี่

มุมยอดฮิต ต้องปีนขึ้นไปหน่อย


ชาวอินคาจะชอบทำการเกษตรแบบขั้นบันไดเพราะภูเขาเยอะ



มีตัว Llama หลายตัวโดดไปโดดมาตามไหล่เขา


เราใช้เวลาเดินทัวร์กับไกด์ท้องถิ่นอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า แล้วก็เดินขึ้นไปยังจุดชมวิวเก็บภาพสวยๆ อาหารกลางวันเราไปทานที่ห้องอาหารของโรงแรม Machu Picchu Sanctuary Lodge โรงแรมในเครือ Oriental Express ที่เป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ได้สัมปะทานมาสร้างอยู่ติดทางเข้า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้

หลังอาหารกลางวันเราเข้าไปเดินเล่นต่อในมาชูปิกชู ไปนั่งเล่นตามไหล่เขาให้เต็มอิ่มกับวิวของมาชู ปิกชูอันแสนอลังการต่อหน้า แล้วยังมีลูก llama เดินเล่นไปมา นับว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมากๆ

ใกล้เวลารถไฟเราจึงนั่งรถบัสลงเขากลับไปยังเมือง Aguas Calientes ที่เมืองนี้ดูๆไปก็คล้ายเมืองท่องเที่ยวที่มีฝรั่งมาเยอะๆแถวบ้านเรา มีผับ ร้านอาหาร ขายทัวร์ และขายของฝากเต็มไปหมด ระหว่างรอรอบรถไฟเราไปเดินเล่นในตลาดของฝาก ได้ของติดไม้ติดมือมาอีก

รถไฟพาเรากลับไปยังเมือง Ollantaytambo (ปกติจะมีรถไปถึง Cusco เลย แต่ช่วงนี้ปิดซ่อม) เลยต้องต่อรถไป Cusco อีกชั่วโมงกว่าๆ ออกจากสถานีรถไฟตอน 3 ทุ่มนิด ออกไปได้ 2 แยกก็เจอรถติดข้างหน้าตรงกลางเมือง ไม่ขยับเลยเป็น 20 นาทีเลยชักเอะใจ คนขับเลยลงไปเช็คดูปรากฎว่ามีงานพาเหรดประจำหมู่บ้าน เลยปิดถนนทางออกเมืองซะงั้น (จะบอกว่ามีถนนเข้าออกเมืองแค่เส้นเดียว) รถทัวร์ฝรั่งคันข้างหลังก็ติดกับเราไปด้วย มอเตอร์ไซค์ตำรวจผ่านมาบอกว่าคงต้องติดอยู่ซักชั่วโมงนึง เราเลยตัดสินใจลงไปร่วมฉลองกับเขาไปด้วยเลย ฝรั่งจากรถข้างหลังที่นั่งรถไฟมากับเราก็ลงไปด้วย เกือบทุกคนในหมู่บ้านออกมาฉลองกันหมด ไม่มีใครสนใจว่าถนนจะปิดหรืออะไร เพราะพวกที่ใช้รถก็ส่วนมากนักท่องเที่ยวทั้งนั้น ผู้คนเป็นมิตรกันมาก ยิ่งเห็นคนหน้าไทยๆจีนๆอย่างเรายิ่งยิ้มโบกมือให้กันใหญ่ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เสียดายเพิ่งซื้อกล้องใหม่มายังตั้งไม่ค่อยเป็น ภาพเลยออกมาไม่ค่อยชัด



เพราะมัวแต่ดูชาวบ้านเวลาเลยผ่านไปเร็วกว่าที่คิด พอถนนเปิดเราก็เดินทางกันต่อ กลับไปถึงโรงแรมที่ Cusco ปาไปเกือบเที่ยงคืน ใช้เวลาเที่ยวทั้งวันเต็มๆ เหนื่อย แต่ก็สนุกมาก

ตอนหน้าเราไปต่อที่ทะเลสาป Titicaca ทะเลสาปเดินเรือได้ที่อยู่สูงที่สุดในโลก พร้อมกับวิวสวยๆอีกค่ะ




วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

PERU & BOLIVIA - เที่ยวเปรู โบลิเวีย อาณาจักรของอินคา ตอนที่ 1 Cusco

วันนี้ขอออกนอกยุโรปมาพูดถึงประเทศเปรูที่ทางเราอยากจะจัดทัวร์ไปมานานแล้วแต่ยังติดตรงเรื่องรายละเอียด และราคาที่ยังไม่รู้ตลาดจะรับไหวมั้ย แต่ก็อยากจะมาแชร์ประสบการณ์การไปทัวร์สำรวจมาให้อ่านกันค่ะว่าประเทศเปรู และโบลิเวียนั้น มีอะไรตื่นตาเยอะแยะมากมายชวนให้คุณไปสัมผัสด้วยตัวเอง

การไปทริปครั้งนี้เราเริ่มต้นจากลอนดอนตอนเย็นๆ ไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมาดริด แล้วไปถึงกรุงลิม่าตอนเช้าของอีกวัน ตามกำหนดการเราก็ต่อเครื่องภายในไปที่เมืองคุสโก้ (Cusco) เลย ไปถึงมีแลนด์ท้องถิ่นมารับ เราไปกันสองคนแต่เค้าเล่นเอารถโค้ชใหญ่มารับที่สนามบินเลย ก็ตลกดี ตอนแรกนึกว่าเขามารับคณะอื่นด้วย

เนื่องจากเดินทางมาไกลก็เลยไปเช็คอินที่โรงแรมในตัวเมืองก่อน มีเวลาให้เราพักผ่อน 2 ชม ก่อนออก City Tour ชมเมือง Cusco ตอนบ่ายๆ พอไปถึงที่โรงแรมมีเสิร์ฟชาจากใบของต้นโคคา ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันมากในประเทศแถบนี้ ซึ่งเจ้าใบโคคานี่แหละที่คนเอามาสกัดเอามาผลิตเป็นโคเคน แต่คนที่นี่เอามาทำเป็นใบชาด้วย มียี่ห้อขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ส่วนที่โรงแรมเอามาเสิร์ฟให้แขกเพราะว่ากันว่ามีสรรพคุณทำให้บรรเทาอาการขาดอ็อกซิเจน ซึ่งนักท่องเที่ยวบางคนอาจจะป่วยเป็นเนื่องจากความสูงของเมือง Cusco ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3400 เมตร  คนที่มาจากเมืองอื่นๆบินเข้ามาถึงวันแรกอาจจะมีอาการปรับตัวไม่ทัน แต่พอวันต่อๆมาก็จะเริ่มชิน

สองชั่วโมงผ่านไปหลังจากหลับไปได้หนึ่งงีบเราออกมาเจอไกด์ท้องถิ่นที่ล็อบบี้โรงแรม คนขับพาเราตัดผ่านจัตุรัสกลางเมืองออกไปขึ้นเขาที่ล้อมรอบเมือง Cusco อยู่ ไปที่จุดหมายแรกอยู่นอกเมืองไปหน่อยเป็นที่ว่าการเก่าของชาวอินคา รายรอบด้วยกำแพงหินใหญ่ มีชื่อว่า Sacsayhuaman ใกล้ๆกันมี complex ที่เทียบได้ว่าเป็นระบบประปาของชาวอินคา ภายในมีคลอง และท่อส่งน้ำ ชื่อว่า Tambomachay

การประปาอินคา Tambomachay

Cusco เมืองในหุบเขาสูง 3400 เมตร

เจอชาวบ้านเลี้ยงตัว llama หรือ alpaca (ยังแยกไม่ออก) มาให้ถ่ายรูป
ชาวบ้านที่นี่ดูเป็นคนซื่อๆ คนเลี้ยงตัว llama มาให้ถ่ายรูป ปกติหลายประเทศอื่นเขาต้องเรียกร้องเงินแต่ที่นี่ไม่ (หรือว่าเราเจอคนดีเป็นเคสพิเศษก็ไม่รู้) ถ่ายไปตั้งหลายใบทั้งรูปเดี่ยวรูปหมู่ไกด์ท้องถิ่นเลยบอกว่าให้เค้าไปครึ่งโซลก็ดี = เงินไทย 5 บาท ส่วนที่นี่จะมีคนจะนิยมเลี้ยงตัว llama กับ alpaca ซึ่งหลังจากกลับมาเกือบปีแล้วเลยลืมวิธีแยกไปว่าอันไหน llama อันไหน alpaca กันแน่ ตัว alpaca ที่นี่จะนิยมเอาขนและหนังมาทำเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มเพราะนุ่มดี และยังเอามาทานเป็นอาหารอีกด้วย

หลังจากเที่ยวบนเขานอกเมืองเสร็จแล้ว เราก็มาเที่ยวกันในเมืองต่อ ไปที่โบสถ์ Santo Domingo และไปยังจัตุรัสกลางเมืองหรือ Plaza de Armas ซึ่งมีโบสถ์ตั้งอยู่เด่นเป็นสัญลักษณ์ โบสถ์พวกนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงกว่า 500 ปีมาแล้วตอนสมัยที่สเปนเข้ามายึดครองอำนาจขยายอาณานิคมในแถบอเมริกาใต้ และนำเอาศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิคเข้ามาเผยแผ่ (แกมบังคับนิดหน่อย) โบสถ์บางแห่งเช่นที่ Santa Domingo ก็สร้างทับสถานที่ศักสิทธิ์อันเก่าของชาวอินคา

Santo Domingo Convent เห็นได้ชัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสเปน

Plaza de Armas จัตุรัสกลางเมืองคุซโก้ มีปักธงเปรู ส่วนธงสีรุ้งนั้นเป็นธงของชาวอินคา
สำหรับอาหารค่ำวันนี้เราไปทานกันที่ร้านพื้นเมืองตรงจัตุรัสนี่เลย มีการแสดงดนตรีและเต้นรำพื้นบ้านของชาวอินคาและเปรู ส่วนอาหารและเครื่องดื่มหลักของที่นี่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Ceviche เป็นยำซีฟู๊ดจริงๆก็คล้ายๆยำของบ้านเราแต่ขาดเผ็ดไปหน่อย ไปที่ไหนในเปรูก็จะมีเสิร์ฟจานนี้ ส่วนเครื่องดื่มประจำชาติเป็นค็อกเทล Pisco Sour ผสมเหล้า pisco กับน้ำมะนาวและตีไข่ขาวเข้าไป รสชาติใช้ได้ทีเดียว ที่ร้านมีเนื้อ Alpaca ให้ลองทานด้วย แต่ไม่ไหว ทำใจไม่ได้เลยไม่ได้ทาน

วันรุ่งขึ้นเราออกไปเที่ยวนอกเมือง Cusco กัน เข้าไปใน 'Sacred Valley of the Incas' หรือหุบเขาศักสิทธิ์ของชาวอินคา เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณและวัดมากมายของอาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้ ซึ่งก็รวมไปถึงมาชูพิชชูด้วย จุดหมายแรกคือที่เมือง Chinchero ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณเมืองหนึ่งที่ชาวอินคาเคยอาศัยอยู่ซึ่งมักจะสร้างอยู่ตามไหล่เขาและการทำเกษตรแบบขั้นบันไดไปในตัวด้วย เราได้เข้าไปดูภายในบ้านที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ซึ่งทำให้พอนึกภาพวิถีชีวิตของคนสมัยนั้นไปได้ในระดับหนึ่ง

วิวสองข้างทาง

หุบเขาศักสิทธิ์ของชาวอินคา


จากนั้นเราไปเดินเล่นซื้อของที่ Pisac Market เป็นตลาดขายของที่ระลึก ได้ของมาหลายชิ้นเหมือนกันแต่ก็ต้องอาศัยการต่อราคาเหมือนบ้านเรา ที่นี่มีขายหนูตะเภาปิ้งด้วย เป็นอาหารปกติของชาวเปรู

ตลาด Pisac ขายของที่ระลึกพื้นเมือง 

คนที่นี่เค้าเลี้ยงหนูตะเภาไว้ปิ้งกิน อันนี้เป็นร้านขายหนูปิ้งกินกับขนมปังอบสมุนไพร ทำคอกให้ซะน่ารักเชียว
หลังจากแวะทานข้าวเที่ยงที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งกลางหุบเขา เราก็เดินทางต่อไปยังเมือง Ollantaytambo ซึ่งสมัยก่อนเคยเป็นพระราชวังของจักรพรรดิ Pachacuti และสมัยสเปนมาล่าอาณานิคมยังเป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังอินคาที่ต่อต้านการบุกรุก ที่แห่งนี้เป็นด่านสุดท้ายก่อนที่จะถึงมาชูพิชชู และก็เป็นจุดที่ไกลที่สุดที่เหล่ากองทัพของสเปนสามารถบุกเข้ามาถึงและได้ถูกทำลายลงโดยกองทัพสเปนนั่นเอง

เมือง Ollantaytambo

ทางขึ้นไป Temple Complex ที่ Ollantaytambo

วิวข้างทาง ลากำลังแบกฟางหญ้า

ภูเขาเป็นรอยหยัก

จุดหมายต่อไปคือ Moray (ดูภาพข้างล่าง) ซึ่งว่ากันว่าชาวอินคาสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำการทดลองทางการเกษตร เนื่องจากหลุมพวกนี้ลึกกว่า 30 เมตร อุณหภูมิและแรงลมในแต่ละชั้นบันไดจะต่างกัน ทำให้สามารถศึกษาเรื่องผลกระทบของสภาพอากาศต่อพืชผลได้



หลังจากเที่ยวมาทั้งวันพวกเราก็เดินทางกลับที่พัก ถึงที่พักก็ได้เวลาเตรียมตัวนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเปรู นั่นก็เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจาก มาชูพิชชู (Machu Picchu) หนึ่งใน New Seven Wonders of the World

ไว้ต่อตอนสองค่ะ